การเมืองนิ่ง ฟื้นความเชื่อมั่น

การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งกำลังถูกจับตาจากนานาประเทศ เพราะแม้การเมืองที่ยังไม่นิ่งขณะนี้จะเป็นเรื่องที่คนไทยคุ้นเคย แต่นักธุรกิจนักลงทุนต่างชาติต่างเฝ้ามองและเกาะติดสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วง ช่วงรอยต่อการเมืองผลัดใบจึงไม่ควรทอดเวลายาวนานเกินไป เพราะนอกจากตัวแปรจะมีเพิ่มขึ้นแล้ว ความไม่ชัดเจนยังกระทบความเชื่อมั่น

พิจารณาเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญโฉมหน้ารัฐบาลใหม่น่าจะได้เห็นหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรายชื่อ ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อเป็นทางการ ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 เพราะหลังจากนั้นจะถึงขั้นตอนที่พรรคการเมืองฟอร์มทีมรัฐบาล เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม กว่าจะแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ยกร่างนโยบายแถลงต่อรัฐสภา และเข้ารับตำแหน่งเป็นทางการเบ็ดเสร็จน่าจะประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2562 แต่หากทุกอย่างดำเนินไปตามครรลอง ไม่ปล่อยเวลาให้เนิ่นนานจนเกิดสุญญากาศคงไม่เสียหาย

พรรคการเมือง ตลอดจนหน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้องจึงต้องยึดมั่นและปฏิบัติภายใต้หลักการดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามหลีกเลี่ยงข้อพิพาทขัดแย้ง เพราะจะยิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ทำให้ต่างชาติมองในสายตาที่หวาดระแวงมากยิ่งขึ้น

ไม่แปลกที่ตัวแทนภาคเอกชน 3 สถาบัน จะเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองเดินตามกติกา จัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศโดยเร็ว ขณะที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็ส่งสัญญาณแสดงความเป็นห่วง ระบุว่าต่างชาติเริ่มกังวลความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย

ล่าสุดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า เดือนมีนาคมที่ผ่านมาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงทุกรายการครั้งแรกในรอบ 3 เดือน จากความกังวลเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว กรณีเบร็กซิต เศรษฐกิจโลก และสงครามทางการค้า

ประเมินว่าครึ่งแรกปีนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะชะลอตัวลงต่อเนื่อง ส่วนครึ่งปีหลังขึ้นอยู่กับทิศทางการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดประมาณการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากเดิม 4.0% เหลือ 3.8%

ทุกภาคส่วนจึงต้องตระหนักช่วยกันประคับประคองให้การก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยราบรื่น เร่งฟื้นความเชื่อมั่นโดยทำให้การเมืองนิ่ง สกัดสัญญาณเสี่ยง ให้นักธุรกิจ นักลงทุน ประชาชนมั่นใจ เศรษฐกิจในภาพรวมจะได้อานิสงส์ทั้งระบบ

ที่มา prachachat.net

Related links

‘เกษียร’เลคเชอร์การเมืองไทยวันนี้ ขัดแย้งระหว่างหลักคิด‘รวมหมู่ชน-ปัจเจกนิยม’

8 เม.ย.62 ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความ “ความขัดแย้งระหว่างรุ่นคนในการเลือกตั้ง” เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ความขัดแย้งทางการเมืองไทยขณะนี้ ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ามาจากความแตกต่างของช่วงวัย จริงๆแล้วยังอาจตีความได้ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างหลักคิด “อินทรียนิยม” กับ “ปัจเจกนิยม” อีกด้วย มีรายละเอียด ดังนี้

“มีผู้เสนอการตีความว่าผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดสะท้อนความขัดแย้งระหว่างรุ่นคน กล่าวคือขณะที่ผู้ใหญ่รุ่นเก่าเลือกพรรคพลังประชารัฐหรือพรรคเพื่อไทย คนหนุ่มสาวจะเลือกพรรคอนาคตใหม่ นี่เป็นข้อตั้ง (premise) ที่น่าสนใจและควรค้นคว้าให้กว้างและลึกต่อไปว่าประสบการณ์และโครงสร้างความรู้สึก (structure of feelings) ของคนแต่ละรุ่นที่แตกต่างกันเกิดขึ้นในบริบทความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองและสังคมวัฒนธรรมอย่างไร โดยเฉพาะพื้นที่การเสพข่าวสารข้อมูลและการแสดงออกทางสื่อซึ่งเปลี่ยนจากสื่อมวลชนกระแสหลักเป็นสื่อสังคมเพิ่มขึ้นในคนรุ่นใหม่”

“อย่างไรก็ตาม ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่า หากเอาเส้นแบ่งทางแนวคิดการเมืองหลัก ๆ เข้าไปจับ ก็อาจเห็นในอีกมิติหนึ่งว่า ผลการเลือกตั้งสะท้อนการขยับเปลี่ยนที่มีลักษณะแบ่งยุคแบ่งสมัยของความคิดทางสังคมและการเมืองไทย จากลักษณะอินทรียนิยม (organicism) แต่เดิมซึ่งรองรับระเบียบอำนาจนิยม-อนุรักษนิยม ไปสู่ปัจเจกนิยม (individualism) ซึ่งสอดรับกับระเบียบแบบเสรีนิยมและประชาธิปไตยมากขึ้น โดยที่การขยับเปลี่ยนดังกล่าวอาจเด่นชัดในคนบางรุ่น แต่ก็เกิดขึ้นตลอดแนวระนาบอย่างทั่วด้านในหมู่ชนทุกเพศทุกวัยด้วย”

“จะเรียกว่าคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยกำลังถูกเขียนใหม่ก็ได้ และอาจเป็นการโหมโรงเปิดฉากไปสู่การยกร่างมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่อย่างถึงฐานรากต่อไป”

ทั้งนี้ ศ.ดร.เกษียร ยังได้อ้างอิงแนวคิดของ นอร์แบร์โต บ๊อบบิโอ (Norberto Bobbio) นักวิชาการชาวอิตาลี ที่เขียนไว้ในหนังสือ “เสรีนิยมกับประชาธิปไตย” (Liberalism and Democracy) มาอธิบายด้วยว่า “ลัทธิอินทรียนิยม” (Organicism) หมายถึงรัฐคือร่างกายอันเป็นโครงสร้างกายายพองค์รวมที่ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ แต่ละส่วนก็มีชะตาลิขิตของมัน ทว่าทั้งหมดทุกส่วนล้วนทำงานร่วมไม้ร่วมมือในความสัมพันธ์แบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อให้ชีวิตรวมหมู่ร่วมกันของตนยืนยาวสืบไป บรรดาปัจเจกบุคคลโดดๆ ย่อมไม่ถือว่ามีความเป็นอิสระใดๆ

ส่วน “ลัทธิปัจเจกนิยม” (Individualism) หมายถึงรัฐเป็นที่รวมของปัจเจกบุคคลจำนวนมาก และรัฐได้รูปแบบของตัวมาก็แต่โดยผ่านการกระทำของปัจเจกบุคคลทั้งหลาย และบรรดาความสัมพันธ์ที่พวกเขาสถาปนาขึ้นต่อกันเท่านั้น

ที่มา https://www.naewna.com/politic/406728

Related links

อุตตมประกาศ พปชร.เตรียมพร้อมเดินหน้า 7 นโยบายหาเสียงทันที ไม่รอเป็นรัฐบาล

นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวระบุว่า ขณะนี้ทีมงานของพรรคได้ตั้งวงหารือวางแผนการดำเนินงานเพื่อเดินหน้านโยบายที่ได้หาเสียงไว้ โดยเบื้องต้นสรุปว่านโยบายต่างๆมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และก็ต่างมีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันอยู่หลายกลุ่ม ทางทีมงานจึงเตรียมที่จะเข้าไปพูดคุยเก็บข้อมูลจากทุกภาคส่วนนำมาประมวลและจัดทำเป็นแผนอย่างเป็นระบบ

“สิ่งที่ดำเนินการขณะนี้ เป็นการเตรียมความพร้อม เมื่อรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ ก็จะได้รับการผลักดันทันทีไม่ว่าจะเป็นบทบาทไหนก็ตาม เพราะเวลานี้พวกเราช้าไม่ได้ ประเทศต้องการความเปลี่ยนแปลงในแนวทางที่ดีขึ้นอย่างเร่งด่วน”นายอุตตม กล่าว

สำหรับ 7 นโยบายที่จะ”ทำทันที” ได้แก่ 1. บัตรประชารัฐ “เพิ่มคน เพิ่มสิทธิ เพิ่มทักษะ เพิ่มโอกาส” 2. บ้านล้านหลัง “ผ่อนถูกกว่าเช่า ฟรีเงินดาวน์” 3. พักหนี้กองทุนหมู่บ้าน 3 ปี “พักหนี้ ฟื้นฟู เติมทุน ให้โอกาส” 4. ดูแลราคาสินค้าเกษตร (ข้าว อ้อย ยาง มัน ปาล์ม) 5. เสริมแกร่ง SMEs ไทย “คนตัวเล็ก ล้มแล้วลุก” 6. สปก 4.0 “ใช้ประโยชน์ โอนสิทธิ เพิ่มมูลค่า” และ 7. มารดาประชารัฐ “ดูแลตั้งแต่ในครรภ์”

“พวกเราเดินหน้าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อประเทศชาติ ทันที ไม่รอว่าจะเป็นรัฐบาลหรือไม่ เพราะตำแหน่งทางการเมืองก็แค่หัวโขน เนื้อแท้จริงๆของพวกเราที่ได้รับความไว้วางใจจากเสียงของประชาชนมา คือต้องรับใช้ประชาชน ยึดมั่นในภาระหน้าที่ ตามสัญญาที่ให้ไว้”นายอุตตม กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2975450

Related links

รอยเตอร์มองการเมืองไทย เดินสู่ทางตัน

สำนักข่าวรอยเตอร์เสนอรายงานสถานการณ์ของไทยภายหลังการเลือกตั้ง โดยชี้ว่า การเมืองไทยกำลังเดินไปสู่ทางตัน ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่
รอยเตอร์ระบุว่า เวลานี้พรรคการเมือง 7 พรรคใน “ปีกประชาธิปไตย” ประกาศว่าฝ่ายตนมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เพราะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นปีกนิยมทหาร อ้างสิทธิในการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะมีผลคะแนนมหาชนมากกว่าพรรคอื่นๆ

แต่รอยเตอร์บอกว่า ในความเป็นจริง เรื่องจะไม่ง่ายอย่างนั้นสำหรับพรรคการเมืองทั้งสองฝ่าย

รอยเตอร์ ชี้ว่า พรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะไม่สามารถเสนอบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะฝ่ายนี้ได้เสียงรวมกันแค่ 255 เสียง ซึ่งยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา คือ 376 เสียง และเป็นไปได้ยากที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะได้รับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสมาชิก 250 ที่นั่ง ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร

ดังนั้น คาดว่า พรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะกลายเป็นฝ่ายค้านที่ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และพรรคฝ่ายสนับสนุนทหาร ซึ่งมีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำด้วยเสียง 120 ที่นั่ง จะได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามจะดึงพรรคที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ซึ่งมีที่นั่งรวมกันกว่า 100 เสียง ให้หันมาสนับสนุนปีกการเมืองของตน

รอยเตอร์คาดการณ์ว่า รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์อาจพยายามดึงสมาชิกพรรคฝ่ายค้านให้ย้ายค่าย ซึ่งหากทำไม่สำเร็จ รัฐบาลของอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารก็จะทำงานลำบาก เนื่องจากไม่สามารถผ่านกฎหมายได้ ร่างกฎหมายงบประมาณจะถูกคว่ำ และรัฐบาลจะแพ้มติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ที่มา voicetv

Related links

ชูวิทย์ เผยเกมจัดตั้งรัฐบาล เปลี่ยนขั้ว-ไร้มารยาท ไอโฟนแทบไหม้คาหู

ล่าสุดชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงประเด็นร้อนนี้ว่า “วันนี้ไปไหนมีแต่ชาวบ้านถาม “ชูวิทย์ใครจะเป็นรัฐบาล?”

เรื่องแบบนี้ ที่บอกว่ามี “กติกามารยาท” พรรคใดได้ ส.ส.มากเป็นอันดับหนึ่ง แล้วจะได้สิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อน

แต่ “การเมืองเป็นเรื่องหน้าด้าน”

ต้องชิงไหวชิงพริบ วิ่งเจรจาต่อรองจนเป็นที่พึงพอใจของทุกพรรค คนทำหน้าที่สำคัญนี้เขาเรียกว่า “ผู้จัดการรัฐบาล” เมื่อสะเด็ดน้ำ จึงออกมาร่วมกันจับมือชูหราว่าจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จแล้ว

พักหลังๆ แบ่งเป็น สองฝั่ง สองพรรคหลักชัดเจน แต่ถึงกระนั้น ยังดึงดันต่อรอง เปลี่ยนขั้ว มาร่วมตั้งรัฐบาลกันได้อยู่ดี

ที่ย้ายฝั่งกันชัดๆ เป็นที่ฮือฮา คือ นายเนวิน ชิดชอบ ที่ว่าชาตินี้จะไม่เผาผีกับพรรคประชาธิปัตย์ ยังดันมามอบดอกไม้กอดกันได้หน้าตาเฉย ที่สำคัญหยิบชิ้นปลามัน ได้กระทรวงมหาดไทย กับกระทรวงคมนาคมไป ก่อนเอ่ยวจีบอกทักษิณว่า “มันจบไปแล้วครับนาย”

กติกามารยาทจึงใช้ไม่ค่อยได้ในการจัดตั้งรัฐบาล

ตอนนี้มีพรรคที่รีๆรอๆ ยัง “กั๊ก” อยู่ โดยอ้างว่า “ต้องรอการตัดสินใจจากกรรมการบริหารพรรค” “ต้องรอผลอย่างเป็นทางการจาก กกต. เสียก่อน”

ไม่กล้าผลีผลามตัดสินใจ ชะเง้อหน้า ชะงักหลัง เพราะเขาแบ่งขั้วเป็นฝั่ง “ประชาธิปไตย” กับ “เผด็จการ” แต่อย่าได้เบาใจ ตอนนี้ไอโฟนแทบไหม้คาหู หากได้สมใจ ถึงพระเดชพระคุณ ค่อยมาหาข้ออ้างแก้ตัวกับประชาชนให้ดูดี

ที่คุณหญิงสุดารัตน์บอกว่า “เข้าเส้นชัยเป็นอันดับสอง แต่ขอรับเหรียญทองบนแท่นอันดับหนึ่ง” #แบบนี้ก็ได้เหรอคะ

ผมต้องขอบอกคุณหญิงว่า “ทำกันแบบนี้มานานแล้วล่ะครับ หนักไปกว่านั้น ไม่ได้แข่งขันอะไรกับเขา แต่เดิน แอ่น แอ๊น ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งไปหน้าตาเฉย แถมอยู่นานกว่ากติกา แล้วจะขอต่อเวลาเสียด้วยซ้ำ”

#แบบนี้ก็ได้เหมือนกันนะครับ

ที่มา ข่าวสด

Related links

เอกภาพของด้านตรงข้าม ระหว่างเศรษฐกิจการเมือง

มีความพยายามจะแยก “เศรษฐกิจ” ออกจาก “การเมือง” มีความพยายามจะชี้ว่า มีแต่การนำเสนอในเรื่องการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจเท่านั้นที่ถือว่าเป็น “นโยบาย”

เห็นได้จากการโต้แย้งระหว่างพรรคการเมืองในการดีเบตประชันวิสัยทัศน์

ตำหนิว่า อีกฝ่ายไม่เสนอ”นโยบาย” มีแต่ “โจมตี”

ตัวอย่างที่ตำหนิว่าไม่เสนอ”นโยบาย”เพราะมองว่าไม่นำเอา โครงการมาพูด หากมีแต่โจมตีการเมือง เน้นแต่เรื่องเผด็จการ เน้นแต่เรื่องประชาธิปไตย

กลายเป็นว่าหากพูดเรื่อง”การเมือง” มิใช่การนำเสนอ”นโยบาย”

ทั้งๆที่ การเมืองและเศรษฐกิจเป็นเรื่องเดียวกัน

ความเป็นจริงที่เห็นและเป็นอยู่พลันที่มีการเสนอปรับอัตราค่าแรง ขั้นต่ำซึ่งแม้จะถือว่าเป็นเรื่องในทางเศรษฐกิจ แต่ในที่สุดเรื่องนี้ก็ถูกนำไปเป็นประเด็นทางการเมือง

ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้ปรับเป็น 300 บาทในการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554

ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้ปรับเป็น 400 หรือ 425 บาท

การช่วงชิงข่มกันด้วย “ตัวเลข” ระหว่างแต่ละพรรคการเมืองนั่นแหละทำให้ข้อเสนอในทางเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ได้แปร เป็นประเด็นทางการเมืองโดยพลัน

เพราะว่าในความเป็นจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ก็คือ เศรษฐกิจเป็นพื้นฐานของการเมือง

การดำรงอยู่ของการเมือง เศรษฐกิจจึงเหมือนเหรียญเดียวกัน หากเศรษฐกิจชีวิตความเป็นอยู่ไม่ดีก็ย่อมจะก่อให้เกิด ความหงุดหงิดไม่พอใจ

เมื่อหงุดหงิดไม่พอใจก็จะนำไปสู่การวิพากษ์ตำหนิ นำไปสู่การเรียกร้องในที่สุดก็กลายเป็นปัญหาในทางการเมือง

ความพยายามในการแยกเศรษฐกิจออกจากการเมือง ความพยายามในการเสนอบทนิยามให้เศรษฐกิจเป็นนโยบาย แต่การเมืองมิใช่นโยบาย

เหล่านี้สะท้อนถึงมุมมองและบทสรุปอันต่างกัน

นั่นก็คือ การพิจารณาปัญหาอย่างแยกส่วน ตัดตอนและมอง ไม่เห็นความสัมพันธ์

ทั้งที่เป็นเหรียญเดียวกัน เพียงแต่อยู่คนละด้านเท่านั้น

ที่มา ข่าวสด

Related links

อุตตมแบไต๋พร้อมเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมมั่นใจได้เสียงข้างมาก

นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายประเมินว่าหลังการเลือกตั้งรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น คือรัฐบาลผสมที่มาจากหลายภาคส่วนว่า หากพรรคพลังประชารัฐได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเพียงพอเป็นเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล ปฏิบัติการเริ่มต้นคือการพูดคุยกับพรรคการเมืองที่มีแนวคิดเดียวกัน หารือการทำงานร่วมกันบนนโยบายที่สอดคล้อง เพื่อให้เกิดผลปฏิบัติที่เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างมากที่สุด จากนั้นคือการจัดลำดับการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนมากกว่า การมองผลประโยชน์ของบุคคลหรือการเมืองจากพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นหลัก

“ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคใด คงต้องรอให้ผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.ออกมาก่อน ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนั้นจะมีการพูดคุยเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยพิจารณาจากผลการเลือกตั้งเป็นสำคัญ และหากพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจมาร่วมตัดสินใจด้วย”

พร้อมยืนยันว่า นโยบายของพรรคผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนอย่างรอบคอบ กรณีที่มีกระแสวิจารณ์ถึงนโยบายของพรรคพลังประชารัฐว่าเน้นการแจกเงินและเน้นแต่เรื่องประชานิยมนั้น เป็นการมองด้านเดียว โดยขาดการพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมทั้งหมดที่ครอบคลุมอย่างเป็นระบบ

“ขอยืนยันว่าทุกนโยบายของพรรคไม่มีเพียงแค่การลด แลก แจก แถมเท่านั้น เช่น นโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรที่พรรคนำเสนอด้านการส่งเสริมเรื่องรายได้ ด้วยการสร้างหลักประกันสินค้าและดูแลตั้งแต่กระบวนการเริ่มแรกของการผลิตจนถึงการส่งออก และขาย นอกจากนั้นพรรคยังมีนโยบายปลดภาระหนี้สินของเกษตรกรพร้อมกับส่งเสริมทักษะและศักยภาพที่พัฒนาให้เห็นเกษตรกรยุคใหม่ที่ใช้เทคโลยีช่วยส่งเสริมด้านการค้าขายผลิตผล

นอกจากนั้น ยังมีนโยบายในภาคแรงงาน, กลุ่มเอสเอ็นอี, ครู, นักศึกษาพรรคยังมีนโยบายที่ลดภาระหนี้สินและส่งเสริมทักษะการประกอบวิชาชีพ เพื่อให้มีศักยภาพต่อการดำเนินอาชีพได้ต่อไป โดยเน้นลดความหลื่อมล้ำและเกิดโอกาสใหม่ รวมถึงส่งเสริมวินัยการออมให้กลุ่มอาชีพทุกกลุ่มสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ส่วนนโยบายพักชำระหนี้ที่มีผู้ท้วงติงว่าทำให้เสียวินัยการเงินการคลังของประเทศนั้น นายอุตตม ยืนยันว่า ไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอนเพราะจากการวิเคราะห์ถึงผลรวมของนโยบายแล้ว สิ่งที่ต้องเน้นเสริมคือการสร้างทักษะอาชีพ เพื่อให้ภาคอาชีพทุกกลุ่มของประเทศอยู่ได้ รวมถึงสร้างรายได้ให้กับพวกเขา เมื่อเขามีเงินใช้จ่าย มีรายได้มากพอ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ เน้นวินัยการออมเพื่อให้มีเงินเหลือเก็บ เพื่อเป็นต้นทุนของการดำเนินชีวิตต่อไป โดยทุกนโยบายล้วนสอดคล้องและเชื่อมโยง ดังนั้นขอให้ผู้ที่วิจารณ์นโยบายของพรรค ดูทุกนโยบายด้วยความเป็นธรรม อย่าสร้างอคติ

นายอุตตม กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (22 มี.ค.) พรรคจะจัดเวทีปราศรัยใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่สนามกีฬาเทพหัสดิน เริ่มตั้งแต่ 17.00 น.เป็นต้นไป ภายใต้ชื่องาน “เปิดใจประชารัฐ ร่วมใจประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว” ซึ่งเป็นการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรค แต่ปฏิเสธที่จะระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดทนายกรัฐมนตรีจะขึ้นเวทีปราศรัยด้วยหรือไม่

หัวหน้าพรรค พปชร.กล่าวว่า กิจกรรมใดที่เกี่ยวข้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ จะให้ท่านเป็นคนตัดสินใจเองทั้งหมด ส่วนจะได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเวทีในวันพรุ่งนี้หรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดตายตัว แต่เนื้อหาของการปราศรัยจะเป็นการสื่อสารในลักษณะเปิดใจว่าทำไมพรรคพลังประชารัฐถึงมาอยู่ ณ จุดนี้ และทำไมควรได้รับการไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน

“จะมีเซอร์ไพรส์อะไร หรือไม่ อย่างไร ขอให้อดใจรอ เพราะหากเป็นเซอร์ไพรส์ก็ต้องห้ามบอกก่อน แต่ตอนนี้ผมยังไม่สามารถบอกอะไรได้” นายอุตตม กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2970402

Related links

เปิดรายละเอียด จัดการทรัพย์สิน ‘ธนาธร’ กว่า 5 พันล้าน ลั่นแยกขาดธุรกิจ-การเมือง!

เปิดรายละเอียด จัดการทรัพย์สิน ‘ธนาธร’ กว่า 5พันล้าน ลั่นแยกขาดธุรกิจ-การเมือง

จากกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แถลงถึงแนวทางการจัดการทรัพย์สินในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองว่า นักธุรกิจเข้ามาทำงานการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งของไทยและในต่างประเทศ ซึ่งคนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีพื้นฐานทางธุรกิจย่อมมีประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ โดยในต่างประเทศได้สร้างมาตรฐาน

เพื่อให้นักธุรกิจที่เข้ามาทำการเมืองได้รับความไว้วางใจในรูปแบบ Blind Trust  คือการโอนทรัพย์สินให้บุคคลที่สาม เพื่อทำให้ตนเองเข้าไปตรวจสอบไม่ได้และมองไม่เห็น ทำให้ไม่สามารถเอื้อประโยชน์หรือมีอำนาจสั่งการ ประธานาธิบดีสหรัฐหลายคนก็นำทรัพย์สินเข้าระบบนี้ ยกเว้นนายโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญไทยฉบับนี้กำหนดให้รัฐมนตรีหรือตำแหน่งที่สูงกว่าโอนหุ้นให้คนอื่นดูแล
นาย ธนาธร กล่าวเพิ่มอีกว่า ตอนนี้ตนยังตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินไม่แล้วเสร็จ คาดจะอยู่ในกรอบ 5,000 ล้านบาท โดยจะต้องทำให้เกิดความโปร่งใส ส่วนสิ่งใดที่ทำให้เกิดความสงสัยจะพยายามขายทิ้ง อย่างไรก็ตาม ภายหลังการแถลงข่าว นายธนาธรได้ลงลงนามเอกสาร MOU ซึ่งจัดทำและลงนามร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนส่วนบุคคล กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด

ที่มา ข่าวสด

Related links

เพื่อไทย หวั่นการเมืองถึงทางตัน

นายวัฒนา เมืองสุข ผู้สมัครส.ส.กทม. และแกนนำพรรคเพื่อไทย(พท.)โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า การเมืองไทยถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้วทันทีที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกฯต่อ ส่วนเพื่อไทยได้ประกาศมานานแล้ว นั่นคือค่ายเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มวิตกว่าการเมืองจะมาถึงทางตัน

นายวัฒนา ระบุว่า หากประชาชนเห็นพิษภัยของระบอบเผด็จการที่สร้างความเสียหายทุกด้าน ประชาชนต้องพร้อมใจกันไม่เลือกพรรคพลังประชารัฐ ที่เสนอพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ การเมืองไทยก็จะกลับไปเป็น 2 ขั้วเหมือนเดิม คือเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคใหญ่ หากพรรคใดได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งก็สามารถไปรวบรวมเสียงจากพรรคอื่นๆ มาจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศต่อ ส่วนพรรคที่ได้คะแนนเป็นที่สองก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านตามวิถีทางของระบอบรัฐสภาต่อไป

ที่มา ข่าวสด

Related links

อดีตแกนนำ ทษช. แถลงเตรียมทำกิจกรรม ‘ก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย’

9 อดีตแกนนำ ไทยรักษาชาติ เตรียมเดินสายทำกิจกรรมก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน 4 ภาค ร่วมกันหยุดยั้งรัฐบาล คสช.

วันนี้ ( 9 มี. ค. 62 ) ที่ห้องราชดำเนินโรงแรมรอยัลปริ๊นเซส ถ.หลานหลวง อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ นำโดย นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ นายประภัสร์ จงสงวน นายนิคม ไวรัชพาณิช นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายอุเมธ ปานเดย์ และนายพชร ธรรมมล ร่วมแถลงอนาคตทางการเมือง

ทั้งนี้ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า จุดยืนของพรรคไทยรักษาชาติ เป็นพรรคการเมืองที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตยในบ้านเมือง แก้ปัญหาเศรษฐกิจ หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. และส่งเสริมให้เกิดรัฐบาลประชาธิปไตย และได้รับการต้อนรับจากประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งการที่พรรคถูกยุบและต้องยุติบทบาทเหลือเพียงประชาชนที่ไม่สังกัดพรรค
ทั้งนี้แต่ถือว่ายังมีสิทธิที่จะทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ดังนั้นทั้ง 9 คนจะเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนทั้ง 4 ภาค ภายใต้กิจกรรม “ก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย” เพื่อร่วมกันหยุดยั้งรัฐบาล คสช. และใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นต่อประชาชนที่เคยสนับสนุนพรรคไทยรักษาชาติ
ส่วนผู้สมัครคนอื่นอยู่ระหว่างการหารือรับฟังเสียงผู้สนับสนุนว่าจะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปอย่างไร และทั้ง 9 คนยืนยันจะไม่ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้งครั้งนี้ และในการเดินสายพบประชาชน จะไม่พูดถึงการยุบพรรค และคาดหวังว่าประชาชนที่สนับสนุนพรรคไทยรักษาชาติจะสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยให้จัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ แม้บางคนจะบอกเป็นปาฏิหารย์ แต่ถ้าจะช่วยกันปาฏิหารย์ก็จะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายจาตุรนต์ ยังกล่าวถึงการโอนคะแนนจากพรรคไทยรักษาชาติไปให้กับพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ว่า ไม่สามารถบอกได้ เพราะขึ้นอยู่กับประชาชนตัดสินใจ พร้อมปฏิเสธแสดงความเห็นการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคเป็นความผิดพลาดหรือไม่ โดยบอกเพียงว่าหลังเลือกตั้งจะวิเคราะห์และสรุปบทเรียนที่เกิดขึ้น

ที่มา news.mthai

Related links