ปากีสถานส่งสัญญาณเต็มใจเปิดเจรจาสันติภาพกับอินเดีย ขณะทดสอบยิงขีปนาวุธข่มขวัญ

ปากีสถานได้ส่งสัญญาณถึงความเต็มใจที่จะเปิดการเจรจาสันติภาพกับอินเดีย ขณะที่มีความเป็นไปได้สูงมากที่นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย จะได้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกสมัย ในช่วงเวลาที่อินเดียกับปากีสถานกำลังเผชิญหน้ากันครั้งใหม่

ขณะเดียวกัน ปากีสถานก็ได้ประกาศว่า ได้ทำการซ้อมยิงขีปนาวุธ ชาฮีน 2 ซึ่งเป็นขีปนาวุธแบบพื้นสู่พื้น และมีความสามารถในการส่งอาวุธธรรมดาและอาวุธนิวเคลียร์ได้เป็นระยะทางถึง 1,500 ไมล์ โดยการประกาศดังกล่าวก็อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนต่ออินเดียด้วย

กองทัพปากีสถานระบุในแถลงการณ์ว่า ขีปนาวุธชาฮีน 2 เป็นขีปนาวุธที่มีอานุภาพสูง ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการด้านยุทธศาสตร์ของปากีสถานในการที่จะรักษาเสถียรภาพของภูมิภาคได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ได้ระบุถึงอินเดียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง

เมื่อวานนี้ นายชาห์ เมห์หมัด คูเรชี รมว.ต่างประเทศของปากีสถาน ได้หารือกับนางซูชมา สวาราช รมว.ต่างประเทศของอินเดีย นอกรอบการประชุมประเทศสมาชิกองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ในเมืองบิชเคก เมืองหลวงของคีร์กีซสถาน โดยเขาเผยหลังการหารือว่า ปากีสถานต้องการยุติความขัดแย้งกับอินเดียผ่านทางการเจรจา

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศได้เพิ่มขึ้นจนเกือบลุกลามเป็นสงครามในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา เนื่องจากความขัดแย้งเกี่ยวกับแคว้นแคชเมียร์ ซึ่งทั้งสองประเทศอ้างสิทธิครอบครองนับตั้งแต่ประกาศเอกราชจากอังกฤษในปี 2490

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq37/2993927

Related links

เพื่อไทย ยื่นเอกสารเพิ่มเติมให้ กกต. กรณีผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ถือหุ้นในกิจการสื่อ

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางซื่อ-ดุสิต พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า วันนี้ได้มาให้ถ้อยคำประกอบคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และยื่นเอกสารเพิ่มเติมที่ให้ตรวจสอบกรณี น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนว่าขาดคุณสมบัติการสมัคร ส.ส.หรือไม่

ทั้งนี้หาก กกต.วินิจฉัยว่า น.ส.ธณิกานต์ มีความผิด ก็จะดำเนินการร้องเรียนให้ตรวจสอบในขั้นต่อไป เนื่องจาก น.ส.ธณิกานต์ มีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรค ที่อาจมีผลให้ยุบพรรคพลังประชารัฐได้

ขณะที่นายฉัตรชัย ณ บางช้าง สมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า วันนี้ได้มายื่นเรื่องให้ตรวจสอบกรณีการซื้อเสียงเลือกตั้งของ น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เขต 7 สมุทรปราการ โดยมีหลักฐานเป็นคลิปวีดิโอ สำเนาธนบัตร เพื่อขอให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขต 7 นอกจากนี้ ตนยังมาติดตามความคืบหน้ากรณีที่ได้ยื่นร้องเรียน กกต.มาก่อนหน้านี้แล้ว 3 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งเท็จของ กกต.เขต

“เรื่องที่เคยร้องเรียนไปก่อนหน้านี้ ยังไม่มีความคืบหน้า อยากให้ กกต.เร่งรัดพิจารณา เหมือนกรณีที่ร้องเรียนพรรคอนาคตใหม่” นายฉัตรชัย กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2991952

Related links

กกต.ส่งศาลรธน.วินิจฉัยคุณสมบัติ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กรณีถือหุ้นสื่อ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 82 วรรคสี่ กรณีความปรากฎหรือมีเหตุอันควรสงสัยต่อ กกต.ว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3)

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2991568

Related links

ปชป.เตรียมร้องเอาผิด กกต.ใช้สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์แจกคะแนนพรรคเล็ก ชี้คำนวณข้ามขั้นตอน

นายราเมศ รัตนะเชวง รักษาการกรรมการบริหาร พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ค้านมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้สูตรคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่จัดสรรเก้าอี้ให้กับพรรคการเมืองขนาดเล็กซึ่งได้รับคะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยพึงมี โดยอ้างไม่อยากให้มีคะแนนตกน้ำ แต่กลับทำให้คะแนนของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ตกทะเลนับล้านคะแนน โดยจะยื่นฟ้อง กกต. ทั้งในนามส่วนตัวและพรรค

โดยพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเกินคะแนนเฉลี่ย ส.ส.พึงมีคือกว่า 7.1 หมื่นคะแนนนั้น มีเพียง 16 พรรค และการออกมาชี้แจงครั้งนี้ไม่ได้เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อรักษาความถูกต้องของกฎหมาย

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อตามแนวทางของ กกต.เพราะเป็นวิธีการคำนวณที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เนื่องจากพรรคที่ได้คะแนนไม่ถึงจำนวน ส.ส.พึงมี ไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128(5) และรัฐธรรมนูญมาตรา 91(4) จะอ้างว่าจัดสรรตามมาตรา 128(6) ไม่ได้ เพราะเป็นการข้ามขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตาม 128(5) ไป

“กกต.ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบบ โดยพรรคและผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะดำเนินการเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่อไป เพื่อตามหาความสุจริตและเที่ยงธรรม” นายราเมศ กล่าว

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสาคร ในฐานะอดีต กกต. กล่าวว่า การใช้สูตรคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของ กกต.ที่ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่จัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองขนาดเล็กที่ได้คะแนนไม่ถึงจำนวน ส.ส.พึงมี ได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย จะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91(4) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มาตรา 128(5) ที่ระบุว่า ให้นำจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองดังกล่าวมี ส.ส.เกินกว่าจำนวนที่พึงจะมีได้

โดยหากยึดหลักตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด พรรคเล็กอันดับที่ 17-21 รวม 11 พรรค ที่มีคะแนนตั้งแต่ 33,754 – 68,973 คะแนน ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยที่พึงจะมี ส.ส. 1 คน คือ 71,168.5141 คะแนน จะไม่ได้จัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

ในการแถลงข่าวนายสมชัย ได้ใช้เอกสารข่าวของสำนักงาน กกต.ที่ 61/2562 ในส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 14 หน้า มาเป็นหลักในการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยตั้งข้อสังเกตว่า การคำนวณตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 129 และ 128 ของ กกต.นั้นถูกต้องตั้งแต่หน้าที่ 1-7 แต่ในหน้าที่ 8 ขาดผลลัพธ์ตารางการคำนวณที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 128(5) คือต้องตัดพรรคการเมืองที่ได้คะแนนไม่ถึงจำนวน ส.ส.พึงมีออกไป แต่เมื่อไม่ตัดออกก็ทำให้ได้ผลลัพธ์จากการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่แตกต่างออกไป ทำให้ทุกตารางหลังจากนั้น ไม่สามารถนำมาใช้ในการคำนวณได้

โดยการคำนวณที่ถูกต้องจะมี 16 พรรคการเมืองที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่จะมีเพียง 14 พรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขตเกินกว่าจำนวน ส.ส.พึงมี และพรรคประชาชาติได้ ส.ส.แบบแบ่งเขตเท่ากับจำนวน ส.ส.พึงมี จึงไม่มีสิทธิได้ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก

โดย 14 พรรคที่ได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 20 คน พรรคอนาคตใหม่ 54 คน พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน พรรคภูมิใจไทย 13 คน พรรคเสรีรวมไทย 11 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 5 คน พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 คน พรรคเพื่อชาติ 5 คน พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 คน พรคชาติพัฒนา 2 คน พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 คน พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 คน พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน และพรรคพลังชาติไทย 1 คน รวม 149 คน

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2987843

Related links

ทรัมป์เผยเจรจากับปูตินสดใส แนวโน้มสัมพันธ์สหรัฐและรัสเซียดี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐได้ชื่นชมการเจรจาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียเมื่อวานนี้ โดยกล่าวว่า แนวโน้ม ความสัมพันธ์สหรัฐและรัสเซียนั้นดีเป็นอย่างยิ่ง

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ทรัมป์ได้ทวีตว่า การเจรจากับประธานาธิบดีปูตินเมื่อวานนี้ดีมากๆ ศักยภาพของความสัมพันธ์ทั้ง 2 ประเทศก็ดีเช่นกัน ยกเว้นว่าคุณจะอ่านข่าวในสื่อที่รายงานข่าวปลอม

ทรัมป์กล่าวว่า การเจรจากับปูตินในเรื่องการค้า เวเนซุเอลา ยูเครน เกาหลีเหนือ และการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์นั้นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์
นางซาราห์ ฮัคคาบี โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ทรัมป์และปูตินได้พูดคุยกันเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq37/2986027

Related links

คิม จอง อึนเดินทางกลับเกาหลีเหนือแล้ว หลังเสร็จสิ้นการเยือนรัสเซีย

นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้เสร็จสิ้นการเดินทางเยือนรัสเซียเป็นเวลา 3 วันแล้ว และกำลังเดินทางกลับเกาหลีเหนือในวันนี้
ทั้งนี้ ณ เวลา 15.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 12.00 น.ตามเวลาไทย ขบวนรถไฟของนายคิม จอง อึนได้เคลื่อนตัวออกจากสถานีวลาดิวอสต็อกไปยังชายแดนเกาหลีเหนือ

การเดินทางเยือนรัสเซียในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของนายคิม จอง อึนในการประชุมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน โดยผู้นำทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย รวมทั้งความสัมพันธ์กับสหรัฐ และสหประชาชาติ

ทางด้านปธน.ปูตินระบุว่า รัสเซียพร้อมที่จะมีบทบาทในการผ่อนคลายความตึงเครียดในภูมิภาค
นอกจากนี้ นายคิม จอง อึนยังได้พบปะกับนักธุรกิจของรัสเซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในความร่วมมือเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq37/2983502

Related links

จับตา! พรรคเพื่อไทยถกใหญ่ 21 เม.ย.นี้ สั่งลูกพรรคพร้อมรับทุกสถานการณ์

พรรคเพื่อไทยจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 62 โดยเชิญนักการเมือง สมาชิกและผู้สมัครส.ส.ของพรรคทั้งหมดมาร่วมประชุม สั่งลูกพรรคพร้อมรับทุกสถานการณ์

20 เม.ย.62 – นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยวันที่ 21 เม.ย.นี้ พรรคเพื่อไทยจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 62 โดยเชิญนักการเมือง สมาชิกและผู้สมัครส.ส.ของพรรคทั้งหมดมาร่วมประชุม มีวาระรายงานผลการดำเนินงาน รวมถึงการรับรองงบการเงินตั้งแต่ปี 57

รวมทั้งจัดรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อขอพร ประกอบด้วย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค นายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรค ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะทำงานรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ซึ่งจะมีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองด้วย

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ในส่วนของผู้ที่ยังไม่ได้เซ็นคำปฏิญาณตนก่อนหน้านี้ คงจะได้เซ็นกันให้ครบในคราวเดียว ซึ่งมีจำนวนไม่มาก ยอมรับว่า สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ไม่มีความชัดเจน และไม่รู้ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร เนื่องจากกกต.ยังทำให้คลุมเครือ โดยเฉพาะเรื่องสูตรการคำนวณ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่โยนเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ดังนั้นการเมืองที่ยังไร้เสถียรภาพ รัฐธรรมนูญและกติกาที่มีปัญหา ความไม่มั่นใจและไม่ชัดเจนเหล่านี้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ จำเป็นที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อม ขอแนะนำให้ กกต. ทำหน้าที่ของตัวเอง เร่งพิจารณาและประกาศผลการเลือกตั้งให้ทันภายในวันที่ 9 พ.ค. หากไม่เร่งประกาศผล รับรองว่าเกิดความวุ่นวายอย่างแน่นอน กกต.จะตกเป็นจำเลยสังคม

ที่มา sanook

Related links

การเมืองนิ่ง ฟื้นความเชื่อมั่น

การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งกำลังถูกจับตาจากนานาประเทศ เพราะแม้การเมืองที่ยังไม่นิ่งขณะนี้จะเป็นเรื่องที่คนไทยคุ้นเคย แต่นักธุรกิจนักลงทุนต่างชาติต่างเฝ้ามองและเกาะติดสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วง ช่วงรอยต่อการเมืองผลัดใบจึงไม่ควรทอดเวลายาวนานเกินไป เพราะนอกจากตัวแปรจะมีเพิ่มขึ้นแล้ว ความไม่ชัดเจนยังกระทบความเชื่อมั่น

พิจารณาเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญโฉมหน้ารัฐบาลใหม่น่าจะได้เห็นหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรายชื่อ ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อเป็นทางการ ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 เพราะหลังจากนั้นจะถึงขั้นตอนที่พรรคการเมืองฟอร์มทีมรัฐบาล เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม กว่าจะแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ยกร่างนโยบายแถลงต่อรัฐสภา และเข้ารับตำแหน่งเป็นทางการเบ็ดเสร็จน่าจะประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2562 แต่หากทุกอย่างดำเนินไปตามครรลอง ไม่ปล่อยเวลาให้เนิ่นนานจนเกิดสุญญากาศคงไม่เสียหาย

พรรคการเมือง ตลอดจนหน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้องจึงต้องยึดมั่นและปฏิบัติภายใต้หลักการดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามหลีกเลี่ยงข้อพิพาทขัดแย้ง เพราะจะยิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ทำให้ต่างชาติมองในสายตาที่หวาดระแวงมากยิ่งขึ้น

ไม่แปลกที่ตัวแทนภาคเอกชน 3 สถาบัน จะเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองเดินตามกติกา จัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศโดยเร็ว ขณะที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็ส่งสัญญาณแสดงความเป็นห่วง ระบุว่าต่างชาติเริ่มกังวลความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย

ล่าสุดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า เดือนมีนาคมที่ผ่านมาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงทุกรายการครั้งแรกในรอบ 3 เดือน จากความกังวลเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว กรณีเบร็กซิต เศรษฐกิจโลก และสงครามทางการค้า

ประเมินว่าครึ่งแรกปีนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะชะลอตัวลงต่อเนื่อง ส่วนครึ่งปีหลังขึ้นอยู่กับทิศทางการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดประมาณการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากเดิม 4.0% เหลือ 3.8%

ทุกภาคส่วนจึงต้องตระหนักช่วยกันประคับประคองให้การก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยราบรื่น เร่งฟื้นความเชื่อมั่นโดยทำให้การเมืองนิ่ง สกัดสัญญาณเสี่ยง ให้นักธุรกิจ นักลงทุน ประชาชนมั่นใจ เศรษฐกิจในภาพรวมจะได้อานิสงส์ทั้งระบบ

ที่มา prachachat.net

Related links

‘เกษียร’เลคเชอร์การเมืองไทยวันนี้ ขัดแย้งระหว่างหลักคิด‘รวมหมู่ชน-ปัจเจกนิยม’

8 เม.ย.62 ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความ “ความขัดแย้งระหว่างรุ่นคนในการเลือกตั้ง” เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ความขัดแย้งทางการเมืองไทยขณะนี้ ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ามาจากความแตกต่างของช่วงวัย จริงๆแล้วยังอาจตีความได้ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างหลักคิด “อินทรียนิยม” กับ “ปัจเจกนิยม” อีกด้วย มีรายละเอียด ดังนี้

“มีผู้เสนอการตีความว่าผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดสะท้อนความขัดแย้งระหว่างรุ่นคน กล่าวคือขณะที่ผู้ใหญ่รุ่นเก่าเลือกพรรคพลังประชารัฐหรือพรรคเพื่อไทย คนหนุ่มสาวจะเลือกพรรคอนาคตใหม่ นี่เป็นข้อตั้ง (premise) ที่น่าสนใจและควรค้นคว้าให้กว้างและลึกต่อไปว่าประสบการณ์และโครงสร้างความรู้สึก (structure of feelings) ของคนแต่ละรุ่นที่แตกต่างกันเกิดขึ้นในบริบทความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองและสังคมวัฒนธรรมอย่างไร โดยเฉพาะพื้นที่การเสพข่าวสารข้อมูลและการแสดงออกทางสื่อซึ่งเปลี่ยนจากสื่อมวลชนกระแสหลักเป็นสื่อสังคมเพิ่มขึ้นในคนรุ่นใหม่”

“อย่างไรก็ตาม ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่า หากเอาเส้นแบ่งทางแนวคิดการเมืองหลัก ๆ เข้าไปจับ ก็อาจเห็นในอีกมิติหนึ่งว่า ผลการเลือกตั้งสะท้อนการขยับเปลี่ยนที่มีลักษณะแบ่งยุคแบ่งสมัยของความคิดทางสังคมและการเมืองไทย จากลักษณะอินทรียนิยม (organicism) แต่เดิมซึ่งรองรับระเบียบอำนาจนิยม-อนุรักษนิยม ไปสู่ปัจเจกนิยม (individualism) ซึ่งสอดรับกับระเบียบแบบเสรีนิยมและประชาธิปไตยมากขึ้น โดยที่การขยับเปลี่ยนดังกล่าวอาจเด่นชัดในคนบางรุ่น แต่ก็เกิดขึ้นตลอดแนวระนาบอย่างทั่วด้านในหมู่ชนทุกเพศทุกวัยด้วย”

“จะเรียกว่าคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยกำลังถูกเขียนใหม่ก็ได้ และอาจเป็นการโหมโรงเปิดฉากไปสู่การยกร่างมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่อย่างถึงฐานรากต่อไป”

ทั้งนี้ ศ.ดร.เกษียร ยังได้อ้างอิงแนวคิดของ นอร์แบร์โต บ๊อบบิโอ (Norberto Bobbio) นักวิชาการชาวอิตาลี ที่เขียนไว้ในหนังสือ “เสรีนิยมกับประชาธิปไตย” (Liberalism and Democracy) มาอธิบายด้วยว่า “ลัทธิอินทรียนิยม” (Organicism) หมายถึงรัฐคือร่างกายอันเป็นโครงสร้างกายายพองค์รวมที่ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ แต่ละส่วนก็มีชะตาลิขิตของมัน ทว่าทั้งหมดทุกส่วนล้วนทำงานร่วมไม้ร่วมมือในความสัมพันธ์แบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อให้ชีวิตรวมหมู่ร่วมกันของตนยืนยาวสืบไป บรรดาปัจเจกบุคคลโดดๆ ย่อมไม่ถือว่ามีความเป็นอิสระใดๆ

ส่วน “ลัทธิปัจเจกนิยม” (Individualism) หมายถึงรัฐเป็นที่รวมของปัจเจกบุคคลจำนวนมาก และรัฐได้รูปแบบของตัวมาก็แต่โดยผ่านการกระทำของปัจเจกบุคคลทั้งหลาย และบรรดาความสัมพันธ์ที่พวกเขาสถาปนาขึ้นต่อกันเท่านั้น

ที่มา https://www.naewna.com/politic/406728

Related links

อุตตมประกาศ พปชร.เตรียมพร้อมเดินหน้า 7 นโยบายหาเสียงทันที ไม่รอเป็นรัฐบาล

นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวระบุว่า ขณะนี้ทีมงานของพรรคได้ตั้งวงหารือวางแผนการดำเนินงานเพื่อเดินหน้านโยบายที่ได้หาเสียงไว้ โดยเบื้องต้นสรุปว่านโยบายต่างๆมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และก็ต่างมีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันอยู่หลายกลุ่ม ทางทีมงานจึงเตรียมที่จะเข้าไปพูดคุยเก็บข้อมูลจากทุกภาคส่วนนำมาประมวลและจัดทำเป็นแผนอย่างเป็นระบบ

“สิ่งที่ดำเนินการขณะนี้ เป็นการเตรียมความพร้อม เมื่อรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ ก็จะได้รับการผลักดันทันทีไม่ว่าจะเป็นบทบาทไหนก็ตาม เพราะเวลานี้พวกเราช้าไม่ได้ ประเทศต้องการความเปลี่ยนแปลงในแนวทางที่ดีขึ้นอย่างเร่งด่วน”นายอุตตม กล่าว

สำหรับ 7 นโยบายที่จะ”ทำทันที” ได้แก่ 1. บัตรประชารัฐ “เพิ่มคน เพิ่มสิทธิ เพิ่มทักษะ เพิ่มโอกาส” 2. บ้านล้านหลัง “ผ่อนถูกกว่าเช่า ฟรีเงินดาวน์” 3. พักหนี้กองทุนหมู่บ้าน 3 ปี “พักหนี้ ฟื้นฟู เติมทุน ให้โอกาส” 4. ดูแลราคาสินค้าเกษตร (ข้าว อ้อย ยาง มัน ปาล์ม) 5. เสริมแกร่ง SMEs ไทย “คนตัวเล็ก ล้มแล้วลุก” 6. สปก 4.0 “ใช้ประโยชน์ โอนสิทธิ เพิ่มมูลค่า” และ 7. มารดาประชารัฐ “ดูแลตั้งแต่ในครรภ์”

“พวกเราเดินหน้าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อประเทศชาติ ทันที ไม่รอว่าจะเป็นรัฐบาลหรือไม่ เพราะตำแหน่งทางการเมืองก็แค่หัวโขน เนื้อแท้จริงๆของพวกเราที่ได้รับความไว้วางใจจากเสียงของประชาชนมา คือต้องรับใช้ประชาชน ยึดมั่นในภาระหน้าที่ ตามสัญญาที่ให้ไว้”นายอุตตม กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2975450

Related links