การเมืองนิ่ง ฟื้นความเชื่อมั่น

การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งกำลังถูกจับตาจากนานาประเทศ เพราะแม้การเมืองที่ยังไม่นิ่งขณะนี้จะเป็นเรื่องที่คนไทยคุ้นเคย แต่นักธุรกิจนักลงทุนต่างชาติต่างเฝ้ามองและเกาะติดสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วง ช่วงรอยต่อการเมืองผลัดใบจึงไม่ควรทอดเวลายาวนานเกินไป เพราะนอกจากตัวแปรจะมีเพิ่มขึ้นแล้ว ความไม่ชัดเจนยังกระทบความเชื่อมั่น

พิจารณาเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญโฉมหน้ารัฐบาลใหม่น่าจะได้เห็นหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรายชื่อ ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อเป็นทางการ ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 เพราะหลังจากนั้นจะถึงขั้นตอนที่พรรคการเมืองฟอร์มทีมรัฐบาล เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม กว่าจะแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ยกร่างนโยบายแถลงต่อรัฐสภา และเข้ารับตำแหน่งเป็นทางการเบ็ดเสร็จน่าจะประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2562 แต่หากทุกอย่างดำเนินไปตามครรลอง ไม่ปล่อยเวลาให้เนิ่นนานจนเกิดสุญญากาศคงไม่เสียหาย

พรรคการเมือง ตลอดจนหน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้องจึงต้องยึดมั่นและปฏิบัติภายใต้หลักการดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามหลีกเลี่ยงข้อพิพาทขัดแย้ง เพราะจะยิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ทำให้ต่างชาติมองในสายตาที่หวาดระแวงมากยิ่งขึ้น

ไม่แปลกที่ตัวแทนภาคเอกชน 3 สถาบัน จะเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองเดินตามกติกา จัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศโดยเร็ว ขณะที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็ส่งสัญญาณแสดงความเป็นห่วง ระบุว่าต่างชาติเริ่มกังวลความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย

ล่าสุดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า เดือนมีนาคมที่ผ่านมาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงทุกรายการครั้งแรกในรอบ 3 เดือน จากความกังวลเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว กรณีเบร็กซิต เศรษฐกิจโลก และสงครามทางการค้า

ประเมินว่าครึ่งแรกปีนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะชะลอตัวลงต่อเนื่อง ส่วนครึ่งปีหลังขึ้นอยู่กับทิศทางการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดประมาณการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากเดิม 4.0% เหลือ 3.8%

ทุกภาคส่วนจึงต้องตระหนักช่วยกันประคับประคองให้การก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยราบรื่น เร่งฟื้นความเชื่อมั่นโดยทำให้การเมืองนิ่ง สกัดสัญญาณเสี่ยง ให้นักธุรกิจ นักลงทุน ประชาชนมั่นใจ เศรษฐกิจในภาพรวมจะได้อานิสงส์ทั้งระบบ

ที่มา prachachat.net

Related links

‘เกษียร’เลคเชอร์การเมืองไทยวันนี้ ขัดแย้งระหว่างหลักคิด‘รวมหมู่ชน-ปัจเจกนิยม’

8 เม.ย.62 ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความ “ความขัดแย้งระหว่างรุ่นคนในการเลือกตั้ง” เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ความขัดแย้งทางการเมืองไทยขณะนี้ ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ามาจากความแตกต่างของช่วงวัย จริงๆแล้วยังอาจตีความได้ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างหลักคิด “อินทรียนิยม” กับ “ปัจเจกนิยม” อีกด้วย มีรายละเอียด ดังนี้

“มีผู้เสนอการตีความว่าผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดสะท้อนความขัดแย้งระหว่างรุ่นคน กล่าวคือขณะที่ผู้ใหญ่รุ่นเก่าเลือกพรรคพลังประชารัฐหรือพรรคเพื่อไทย คนหนุ่มสาวจะเลือกพรรคอนาคตใหม่ นี่เป็นข้อตั้ง (premise) ที่น่าสนใจและควรค้นคว้าให้กว้างและลึกต่อไปว่าประสบการณ์และโครงสร้างความรู้สึก (structure of feelings) ของคนแต่ละรุ่นที่แตกต่างกันเกิดขึ้นในบริบทความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองและสังคมวัฒนธรรมอย่างไร โดยเฉพาะพื้นที่การเสพข่าวสารข้อมูลและการแสดงออกทางสื่อซึ่งเปลี่ยนจากสื่อมวลชนกระแสหลักเป็นสื่อสังคมเพิ่มขึ้นในคนรุ่นใหม่”

“อย่างไรก็ตาม ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่า หากเอาเส้นแบ่งทางแนวคิดการเมืองหลัก ๆ เข้าไปจับ ก็อาจเห็นในอีกมิติหนึ่งว่า ผลการเลือกตั้งสะท้อนการขยับเปลี่ยนที่มีลักษณะแบ่งยุคแบ่งสมัยของความคิดทางสังคมและการเมืองไทย จากลักษณะอินทรียนิยม (organicism) แต่เดิมซึ่งรองรับระเบียบอำนาจนิยม-อนุรักษนิยม ไปสู่ปัจเจกนิยม (individualism) ซึ่งสอดรับกับระเบียบแบบเสรีนิยมและประชาธิปไตยมากขึ้น โดยที่การขยับเปลี่ยนดังกล่าวอาจเด่นชัดในคนบางรุ่น แต่ก็เกิดขึ้นตลอดแนวระนาบอย่างทั่วด้านในหมู่ชนทุกเพศทุกวัยด้วย”

“จะเรียกว่าคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยกำลังถูกเขียนใหม่ก็ได้ และอาจเป็นการโหมโรงเปิดฉากไปสู่การยกร่างมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่อย่างถึงฐานรากต่อไป”

ทั้งนี้ ศ.ดร.เกษียร ยังได้อ้างอิงแนวคิดของ นอร์แบร์โต บ๊อบบิโอ (Norberto Bobbio) นักวิชาการชาวอิตาลี ที่เขียนไว้ในหนังสือ “เสรีนิยมกับประชาธิปไตย” (Liberalism and Democracy) มาอธิบายด้วยว่า “ลัทธิอินทรียนิยม” (Organicism) หมายถึงรัฐคือร่างกายอันเป็นโครงสร้างกายายพองค์รวมที่ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ แต่ละส่วนก็มีชะตาลิขิตของมัน ทว่าทั้งหมดทุกส่วนล้วนทำงานร่วมไม้ร่วมมือในความสัมพันธ์แบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อให้ชีวิตรวมหมู่ร่วมกันของตนยืนยาวสืบไป บรรดาปัจเจกบุคคลโดดๆ ย่อมไม่ถือว่ามีความเป็นอิสระใดๆ

ส่วน “ลัทธิปัจเจกนิยม” (Individualism) หมายถึงรัฐเป็นที่รวมของปัจเจกบุคคลจำนวนมาก และรัฐได้รูปแบบของตัวมาก็แต่โดยผ่านการกระทำของปัจเจกบุคคลทั้งหลาย และบรรดาความสัมพันธ์ที่พวกเขาสถาปนาขึ้นต่อกันเท่านั้น

ที่มา https://www.naewna.com/politic/406728

Related links

อุตตมประกาศ พปชร.เตรียมพร้อมเดินหน้า 7 นโยบายหาเสียงทันที ไม่รอเป็นรัฐบาล

นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวระบุว่า ขณะนี้ทีมงานของพรรคได้ตั้งวงหารือวางแผนการดำเนินงานเพื่อเดินหน้านโยบายที่ได้หาเสียงไว้ โดยเบื้องต้นสรุปว่านโยบายต่างๆมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และก็ต่างมีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันอยู่หลายกลุ่ม ทางทีมงานจึงเตรียมที่จะเข้าไปพูดคุยเก็บข้อมูลจากทุกภาคส่วนนำมาประมวลและจัดทำเป็นแผนอย่างเป็นระบบ

“สิ่งที่ดำเนินการขณะนี้ เป็นการเตรียมความพร้อม เมื่อรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ ก็จะได้รับการผลักดันทันทีไม่ว่าจะเป็นบทบาทไหนก็ตาม เพราะเวลานี้พวกเราช้าไม่ได้ ประเทศต้องการความเปลี่ยนแปลงในแนวทางที่ดีขึ้นอย่างเร่งด่วน”นายอุตตม กล่าว

สำหรับ 7 นโยบายที่จะ”ทำทันที” ได้แก่ 1. บัตรประชารัฐ “เพิ่มคน เพิ่มสิทธิ เพิ่มทักษะ เพิ่มโอกาส” 2. บ้านล้านหลัง “ผ่อนถูกกว่าเช่า ฟรีเงินดาวน์” 3. พักหนี้กองทุนหมู่บ้าน 3 ปี “พักหนี้ ฟื้นฟู เติมทุน ให้โอกาส” 4. ดูแลราคาสินค้าเกษตร (ข้าว อ้อย ยาง มัน ปาล์ม) 5. เสริมแกร่ง SMEs ไทย “คนตัวเล็ก ล้มแล้วลุก” 6. สปก 4.0 “ใช้ประโยชน์ โอนสิทธิ เพิ่มมูลค่า” และ 7. มารดาประชารัฐ “ดูแลตั้งแต่ในครรภ์”

“พวกเราเดินหน้าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อประเทศชาติ ทันที ไม่รอว่าจะเป็นรัฐบาลหรือไม่ เพราะตำแหน่งทางการเมืองก็แค่หัวโขน เนื้อแท้จริงๆของพวกเราที่ได้รับความไว้วางใจจากเสียงของประชาชนมา คือต้องรับใช้ประชาชน ยึดมั่นในภาระหน้าที่ ตามสัญญาที่ให้ไว้”นายอุตตม กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2975450

Related links