สภาผู้แทนฯสหรัฐผ่านร่างกม.การใช้จ่ายเพื่อรับมือปัญหาผู้อพยพชายแดนเม็กซิโก

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐผ่านร่างกฎหมายการใช้จ่ายเพื่อรับมือกับปัญหาผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐผ่านทางแนวชายแดนกั้นระหว่างสหรัฐและเม็กซิโก โดยร่างกฎหมายที่เสนอโดยวุฒิสภาฉบับนี้ ได้รับการลงมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่นางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผชิญแรงกดดันจากพรรคเดโมแครตให้เปลี่ยนท่าทีเพื่อจัดการกับปัญหาผู้อพยพทะลักเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว

สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 305 ต่อ 102 ขณะที่นายมิทช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้การสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้

“เพื่อเป็นการจัดสรรทรัพยากรแก่เด็กๆที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เราจะเห็นชอบต่อร่างกฎหมายที่เสนอโดยวุฒิสภาฉบับนี้” นางเปโลซีระบุในแถลงการณ์ก่อนการลงมติ “เด็กๆต้องมาก่อน และในวันนี้ เราจะต้องทำให้มั่นใจว่ามีทรัพยากรที่จำเป็นต่อการปกป้องพวกเขา”

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐได้มติเห็นชอบร่างกฎหมายงบประมาณสำหรับสร้างกำแพงมูลค่า 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันพุธ หนึ่งวันหลังจากสภาผู้แทนราษฎรอนุมติร่างกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สำหรับร่างกฎหมายที่เสนอโดยวุฒิสภานั้นประกอบด้วย เงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์ พร้อมข้อเรียกร้องให้จัดสรรเงินสำหรับกระทรวงกลาโหม 145 ล้านดอลลาร์เพื่อใช้ในการควบคุมชายแดน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากฝ่ายเสรีนิยมของพรรคเดโมแครต

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq37/3008493

Related links

“ปิยบุตร” จับตา 27 ส.ส.พปชร.ยื่นคุ้มครองชั่วคราว

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงกรณีที่ 27 ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐไปยื่นคำร้อง
ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญขอคุ้มครองชั่วคราว โดยอ้างว่าหากหยุดปฏิบัติหน้าที่จะกระทบกับการทำหน้าที่สำคัญนั้น ตนเองขอให้พิจารณาโดยใช้แนวทางเดียวกันกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายอุปสรรคต่อการดำเนินงานสำคัญของที่ประชุมสภาฯ  ทั้งนี้เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน

“หากกรณี ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐทั้ง 27 คนได้การคุ้มครองชั่วคราวแบบนี้ พรรคอนาคตใหม่ก็ขอสงวนสิทธิที่จะขอใช้สิทธิบ้าง แต่เรายืนยันว่าไม่มีช่องทาง แต่ถ้าขอได้ ผมจะขอบ้าง” นายปิยบุตร กล่าว

ส่วนกรณีที่ฝายกฎหมายของพรรคพลังประชารัฐร้องขอให้ศาลพิจารณาไต่สวนคดีเป็น 2 ครั้ง คือ ให้คู่กรณีให้ปากคำก่อนจะรับหรือไม่รับ ไม่สามารถทำได้ เพราะทำได้เพียงการตั้งตุลาการคณะเล็ก ทำงานเพื่อพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้อง หากตุลาการคณะเล็กพิจารณาและมีความเห็นอย่างไรต้องส่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะใหญ่พิจารณาภายใน 5 วัน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ซึ่งหากใช้องค์คณะใหญ่ ตอนนี้ก็ถือว่าเกินช่วงเวลา 5 วันมาแล้ว และสุดท้ายหากศาลอนุญาตให้ 41 ส.ส.พรรครัฐบาลที่ทางพรรคได้ยื่นคำร้องเข้าชี้แจงก่อนวินิจฉัยว่าจะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แต่ทำไมกรณีของนายธนาธร ไม่มีการเปิดโอกาสให้ชี้แจงในลักษณะเดียวกันบ้าง

นายปิยบุตร กล่าวว่า สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญอยู่ในขณะนี้มีสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือเกณฑ์ในการพิจารณาดูว่ามีการถือหุ้นสื่อ
จริงหรือไม่ และเรื่องที่สอง คือจะมีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวหรือไม่
โดยในเรื่องแรกนั้น ได้มีแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาแล้วในสองคดีหลักๆ คือคดีของ นายภูเบศวร์ เห็นหลอด อดีตผู้
สมัคร ส.ส.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ และ นายคมสัน ศรีวนิชย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.อ่างทอง พรรคประชาชาติ ซึ่งทั้งสองคดีนี้ศาลได้ให้
แนวทางมาแล้ว ว่าให้ไปดูที่หนังสือบริคณห์สนธิ โดยถ้ามีข้อความระบุว่าทำกิจการที่เกี่ยวกับสื่อวลชน ก็ให้ถือว่าบริษัทนั้นประกอบกิจการสื่อจริง
ส่วนเรื่องที่สอง กรณีที่เกิดขึ้นกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้ยุติการปฏิบัติ
หน้าที่เป็นการชั่วคราว โดยระบุว่าหากปล่อยให้ปฏิบติหน้าที่ต่อไป จะส่งผลให้เกิดปัญหาทางกฎหมายและการดำเนินงานที่สำคัญในการประชุมสภา
นายปิยบุตร กล่าวว่า ในเมื่อมีข้อเท็จจริงที่คล้ายคลึงกันอย่างนี้จึงอยากเห็นว่าจะมีการใช้มาตรฐานในการพิจารณาคดีอย่าง
ไร ตนเองอยากเห็นสังคมไทยมีกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยที่มีความเท่าเทียมกัน กฎหมายที่มีอยู่ไม่ได้ทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น
จริงหรือไม่ ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นจริงจากศรัทธาและการประเมินของประชาชน
“ขอให้มีมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเที่ยมกัน สิ่งที่เหมือนกันต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันก็
ต้องได้รับการปฏิบัติต่างกัน” นายปิยบุตร กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/3005832

Related links

พลังประชารัฐ รับเอง! ประชาธิปไตยหยุดมา 5 ปี รัฐธรรมนูญ 60 ริบอำนาจประชาชน

พลังประชารัฐ รับเอง! ประชาธิปไตยหยุดมา 5 ปี รัฐธรรมนูญ 60 ริบอำนาจประชาชน

พลังประชารัฐ / วันที่ 14 มิ.ย. ที่คณะรัฐศาสตร์ม.ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ในงาน70 ปีสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ม.ธรรมศาสตร์“วิชาการเพื่อราษฎร์ศาสตร์เพื่อประชาธิปไตย” มีการจัดงานเสวนาหัวข้อ“ทิศทางการเมืองไทยภายใต้รัฐบาลใหม่การเมืองของความหวังหรือจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งต่อไป”

โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐและดำรงตำแหน่งนายทะเบียน นายโกวิย์ พวงงาม สมาชิกพรรคพลังท้องถิ่นไทย ร่วมเสวนา

นายวิเชียร กล่าวว่า พปชร.เป็นพรรคที่เกิดขั้นมาได้เพียง 6-7 เดือนก่อนการเลือกตั้ง โดยมีความมุ่งหมายที่เกี่ยวเนื่องกับทิศทางการเมือง ประเทศไทยเป็นประเทศที่แปลกทั้งที่ประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 2475 นำมาสู่การเลือกตั้ง การปฏิวัติวนเวียนอยู่อย่างนี้ ที่สำคัญคือปี 2516 หลังมีการปฏิวัติ เรามีความรู้สึกว่ามันคือความหวังอันรุ่งโรจน์ไพศาลและเป็นความเฟื่องฟูของประชาธิปไตย

แต่เวลานี้หลังจากที่หยุดไป 5 ปี หลังจากการเลือกตั้งกลับมีความรู้สึกเฟื่องฟูอีกครั้ง ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2560 นั้น เราไม่ได้ให้สิทธิสภาหรือประชาชนมีอำนาจเหมือนปี 2540 แต่มีทั้งสภาและองค์กรอิสระที่มาทำหน้าที่ตรงนี้เป็นลูกผสมกับระบอบประธานาธิบดีไปในตัว

นายวิเชียร กล่าวว่า บรรยากาศการเมืองที่น่ากลัวเวลานี้ไม่ใช่เรื่องผลการเลือกตั้งคะแนนปริ่มน้ำเท่ากับเรากำลังดำเนินการต่อสู้โดยการโจมตีกล่าวหาเพื่อนน้อยที่สุด นี่คือบรรยากาศการที่ดีมาก แต่หลังการเลือกตั้งที่ได้สมาชิกเข้ามาทำหน้าที่ปรากฏว่าบรรยากาศนั้นกำลังเปลี่ยนไปการอภิปรายในสภาไม่ได้บอกว่าตัวองดีอย่างไรแต่บอกว่าเพื่อไม่ดีอย่างไร

หากท่านสังเกตจากการประชุมสภา สิ่งที่เกิดขึ้นคือพวกเขาต้องต่อสู้จนเป็นคดีสู่ศาลสุดท้ายก็กลายเป็นการสู้รบปรบมือ แต่หากเราทำการเมืองให้เป็นการโฆษณาให้เขาเคารพรักศรัทธาก็จะไม่นำการคนไปสู่ท้องถนน เราต้องเคารพสิทธิของคนอื่น

ที่มา www.khaosod.co.th/politics/news_2618158

Related links

เพื่อไทย จี้ปชป.เปิดชื่อผู้มีอำนาจตัวจริงนอกพรรคพปชร. ชี้เข้าข่ายครอบงำ หากมีจริงถึงขั้นยุบพรรค

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) เรียกร้องพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดรายชื่อบุคคลตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีการเจรจาต่อรองกระทรวงต่างๆ ไปกำกับดูแล ระหว่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และปชป. ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการ ปชป. ออกมาบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจที่พรรคพลังประชารัฐยกเลิกดีลเดิม โดยเรียกกระทรวงสำคัญกลับคืน พร้อมให้ไปหาคนที่มีอำนาจเต็มตัวจริงและมีอำนาจในการตัดสินใจของพรรคมาคุย โดยขู่ว่ามิเช่นนั้นจะเป็นฝ่ายค้านนั้น โดยขอให้ระบุชื่อมา เพราะถ้าเป็นความจริง ก็เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย หากมีการตรวจสอบพบ อาจมีการนำประเด็นดังกล่าวร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคที่มีพฤติการณ์เช่นนั้นได้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็ได้ตกลงยินยอมกับบุคคลนั้น ซึ่งต้องถือว่าเป็นบุคคลผู้มีอำนาจนอกพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน

“ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยกรรมการบริหารพรรคยินยอมให้บุคคลภายนอกพรรคข้ามาก้าวก่าย แทรกแซงครอบงำพรรคจนขาดอิสระในการตัดสินใจ ซึ่งอาจถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ยุบพรรคได้เช่นกัน” โฆษกพรรคเพื่อไทยระบุ

นางลดาวัลลิ์ กล่าวอีกว่า ในความเป็นจริงการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น หากพิจารณาดูบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยถ่องแท้แล้วเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากมาก ดังนั้นการนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นเกมต่อรองกับพรรคพลังประชารัฐ โดยอ้างว่าทำเพื่อประชาชนนั้น จึงไม่น่าจะใช่ เพราะความจริงคือต้องการกระทรวงที่มีผลประโยชน์มหาศาลมาดูแลใช่หรือไม่

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2999797

Related links

7 พรรคลงมติส่ง “ธนาธร” ท้าชิงเก้าอี้นายกฯ พรุ่งนี้

ความเคลื่อนไหวช่วงจังหวะการเมืองร้อนแรง ล่าสุด ที่ประชุม 7 พรรคร่วมฝ่ายประชาธิปไตย มีมติเสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในการประชุมรัฐสภา เพื่อลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันพรุ่งนี้ ( 5 มิ.ย.)

ฝ่าย 7 พรรคเห็นพ้องส่ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ขึ้นสังเวียนชิงดำโหวตนายกรัฐมนตรีพรุ่งนี้

ทั้งนี้ เหตุที่ 7 พรรคร่วมเสนอชื่อนายธนาธรนั้น เนื่องจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งแม้เป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้งมี ส.ส.มากที่สุด แต่เมื่อพิจารณาแคนดิเดตที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หรือนายชัยเกษม นิติสิริ โอกาสที่จะชนะเสียงโหวตมีน้อยมาก

เมื่อพิจารณาความเป็นไปได้แล้วนั้น การส่งนายธนาธร เป็นผู้ท้าชิงย่อมมีโอกาสได้รับคะแนนโหวตที่มากกว่า เพราะหากเป็นชื่อนายธนาธร ก็ยังพอมีโอกาสที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังเสียงแตกในการร่วมงานหรือไม่เข้าร่วมกับทางพรรคพลังประชารัฐ น่าจะพร้อมยกมือโหวตให้กับนายธนาธรได้อย่างสะดวกใจมากกว่าคนจากเพื่อไทย

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องคุณสมบัติของนายธนาธร ปมถือหุ้นสื่อนั้น มีการประเมินแล้วว่า ตัว พล.อ.ประยุทธ์ เองก็มีปัญหาเรื่องของคุณสมบัติต้องห้าม ในประเด็นความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงถือเป็นคู่ชิงที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

ที่มา sanook

Related links