พลังประชารัฐติวเข้ม ส.ส. “ธนกร” จวก “เฉลิม” ชอบข่มขู่ไม่ทิ้งนิสัยเดิม

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐได้เตรียมความพร้อมในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยจัดสัมมนา ส.ส. ของพรรคในวันที่ 21-22 ก.ค. ที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และมี นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคเป็นประธาน เชื่อว่า การอภิปรายนโยบายของรัฐบาลจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากทุกฝ่ายยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ฝ่ายค้านเองก็ทำหน้าที่ตามกรอบข้อบังคับอย่างเต็มที่เพื่ออภิปรายข้อเสนอแนะต่างๆ แต่การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงอยากเห็นฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ เป็นฝ่ายค้านยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย เพราะวันนี้พี่น้องประชาชนจับตาดูอยู่ และรอนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลจะนำไปปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าสภาฯ เจอนรกแน่นั้น ร.ต.อ.เฉลิม นิสัยไม่เคยเปลี่ยน ชอบข่มขู่เป็นอาจิณ ทั้งที่ตัวเองอยู่นอกสภาฯ ด้วยซ้ำ ทางที่ดีน่าจะเอาเวลาไปติวเข้มให้ นายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ดีกว่า จะได้แจ้งเกิดในสภาฯ เพราะนายวัน หน่วยก้านดี ควรจะเป็น ส.ส. ที่มีคุณภาพมากกว่าเป็นเน็ตไอดอล การอภิปรายครั้งนี้ ฝ่ายค้านจึงควรติชม เสนอแนะนโยบาย ดีกว่าพาดพิงเรื่องคุณสมบัติ เพราะรัฐมนตรีทุกคนผ่านการตรวจสอบตามกฎหมายมาแล้ว โดยเฉพาะในนายกรัฐมนตรีก็ผ่านการตรวจสอบจากองค์กรอิสระมาแล้ว และการที่ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่าจะอภิปรายนอกสภาฯ นั้น เราก็คงได้เจอกัน เพราะตนก็อยู่นอกสภาฯ เหมือนกัน “สมัยนี้ไปทะเลเจอฉลาม มานอกสภาฯ ก็จะเจอเฉลิมกับธนกร”

ที่มา ไทยรัฐ

Related links

กอ.รมน.ยันไม่มีสิทธิเรียกปรับทัศนคติ-กักตัว คนเห็นต่างทางการเมือง

กอ.รมน. แจงอำนาจมี พ.ร.บ. ความมั่นคง เป็นเครื่องมืออยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับ คำสั่ง คสช. ยันไม่มีสิทธิเรียกบุคคลใดมาปรับทัศนคติ และกักตัว รวมถึงคนเห็นต่างทางการเมือง

พลตรีธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. เปิดเผยว่า เมื่อ คสช.สิ้นสุดลง รัฐบาลใหม่เข้าถวายสัตย์ฯ กอ.รมน. ก็ยังทำงาน ดูแลความมั่นคง ในสถานการณ์ปกติต่อไป ในฐานะหน่วยประสานงาน และ แม้ว่าจะมีคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 อยู่ แต่ กอ.รมน. ก็ไม่ได้มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องใช้ เพราะ กอ.รมน. มีพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร 2551 อยู่แล้ว หากเกิดสถานการณ์ใด ก็สามารถแก้ปัญหาด้วยประกาศพื้นที่ความมั่นคง ตามมาตรา 15 และมาตรา 16 ได้

เมื่อมีสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงเกิดขึ้น ก็จะประกาศเป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 15 ของพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เมื่อมีการประกาศแล้วก็จะต้องมีการใช้กำลังตาม มาตรา 16 กอ.รมน.เลือกว่าจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ยืนยันว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง2551 ไม่ได้ให้อำนาจในการควบคุมตัว หรือเรียกใครมาปรับทัศนคติได้ โดย กอ.รมน. เป็นแค่หน่วยประสานงานกับส่วนราชการต่างๆ หากจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย ก็สามารถใช้กฎหมายปกติ ของหน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหานั้นได้ ไม่สามารถใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในการเชิญตัวมาได้

ในส่วนของ มาตรา 13/1 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการอำนวยการ กอ.รมน. ระดับจังหวัด เชิญตัวบุคคลมาได้นั้น ไม่ใช่การเชิญมาปรับทัศนคติ แต่เป็นการเชิญมาให้ข้อมูล ในกรณีที่มีประเด็นสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน หรือจังหวัด ที่ต้องการความเห็นเพิ่มเติม แต่ยังขาดข้อมูลจากบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็สามารถเชิญมาได้ และ สามารถเชิญมาให้ความร่วมมือในการทำเรื่องดีๆ ให้กับจังหวัดและในพื้นที่ได้ได้ด้วย

นอกจากนี้ ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติในพื้นที่ ก็สามารถเชิญบุคคล หรือตัวแทนหน่วยงานต่างๆ มาร่วมประชุมเพื่อแก้ปัญหาในทันทีทันใดได้เช่นกัน

“ขอยืนยันว่าพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ได้เชิญตัวบุคคลมาสอบปากคำ หรือ กักขัง เพราะเป็นกฎหมายคนละอย่างกับ คสช. และกอ.รมน.ก็เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับสำนักงานนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่กองทัพ กฎหมายนี้ กอ.รมน.จะพยายามใช้โดยที่ไม่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน เน้นใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มากที่สุด ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ได้มีอำนาจเรียกบุคคลที่เห็นต่างทางการเมืองเข้ามาพูดคุย รวมถึงการเคลื่อนไหวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ขณะนี้เดินสายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับต่างประเทศด้วย” พล.ต.ธนาธิป กล่าว

ที่มา sanook

Related links

เปิดประวัติ “อธิรัฐ รัตนเศรษฐ” รัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดใน ครม.ประยุทธ์ 2/1

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคพลังประชารัฐ วัย 35 ปี รัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดใน ครม.ประยุทธ์ 2/1 เผยภายหลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ไว้วางใจให้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ โดยยืนยันจะนำประสบการณ์ที่เคยเป็นข้าราชการมากกว่า 10 ปี และการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ และยืนยันพร้อมสานต่อนโยบายของรัฐบาลเก่าที่เคยทำไว้ ส่วนนโยบายใหม่จะต้องรอความชัดเจน และการมอบหมายจาก นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก่อน

สำหรับประวัติของ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ หรือ แบงค์ จบการศึกษา รัฐศาสตรบัณฑิต (การเมืองการปกครอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , Master of Arts (Merit) London Metropolitan University ประเทศสหราชอาณาจักร และ บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต (การบริหารธุรกิจ) มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 

นายอธิรัฐ เติบโตมาในครอบครัวนักการเมือง และดำเนินรอยตามบิดามารดา คือ นายวิรัช รัตนเศรษฐ และ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ อดีต ส.ส.โคราชหลายสมัย ประสบการณ์ทางด้านการเมือง เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2554 อดีตปลัดอำเภอ จ.นครราชสีมา และอดีตปลัดอำเภอ จ.จันทบุรี ซึ่งเดิมทีอยู่สังกัดพรรคเพื่อไทย แต่เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายอธิรัฐ ย้ายไปซบพรรคพลังประชารัฐ ก่อนจะได้เป็นรัฐมนตรีในที่สุด

ที่มา www.sanook.com/news/7831382/

Related links

“ราหุล คานธี”ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านหลัก รับผิดชอบพรรคพ่ายศึกเลือกตั้งอินเดีย

นายราหุล คานธี ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคคองเกรส ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านหลักของอินเดียแล้วในวันนี้ โดยนายราหุลได้ทวีตว่า ตนเองขอรับผิดชอบกับความพ่ายแพ้ของพรรคในศึกเลือกตั้งทั่วไป

ในจดหมายลาออกของนายราหุลนั้น ได้ระบุว่า ตนเองไม่ได้มีความโกรธเคืองต่อพรรคบีเจพี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลแต่อย่างใด แต่ทุกๆเซลในร่างกายของตนเองนั้นค้านกับแนวคิดของพรรคที่มีต่ออินเดีย อันเนื่องมาจากความแตกต่างและความเกลียดชัง โดยผู้บริหารภายในพรรคคองเกรสต่างตั้งความหวังว่า นายราหุลจะเปลี่ยนใจ

นายราหุลกล่าวว่า ความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญของการขยายตัวในอนาคตของพรรค นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมลาออกจากหัวหน้าพรรค
ปัจจุบัน นายราหุล อายุ 49 ปี หลังจากที่ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคองเกรสเมื่อปี 2560 ต่อจากนางซอนญา คานธี ผู้เป็นมารดา

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq37/3010697

Related links

สภาผู้แทนฯสหรัฐผ่านร่างกม.การใช้จ่ายเพื่อรับมือปัญหาผู้อพยพชายแดนเม็กซิโก

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐผ่านร่างกฎหมายการใช้จ่ายเพื่อรับมือกับปัญหาผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐผ่านทางแนวชายแดนกั้นระหว่างสหรัฐและเม็กซิโก โดยร่างกฎหมายที่เสนอโดยวุฒิสภาฉบับนี้ ได้รับการลงมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่นางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผชิญแรงกดดันจากพรรคเดโมแครตให้เปลี่ยนท่าทีเพื่อจัดการกับปัญหาผู้อพยพทะลักเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว

สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 305 ต่อ 102 ขณะที่นายมิทช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้การสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้

“เพื่อเป็นการจัดสรรทรัพยากรแก่เด็กๆที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เราจะเห็นชอบต่อร่างกฎหมายที่เสนอโดยวุฒิสภาฉบับนี้” นางเปโลซีระบุในแถลงการณ์ก่อนการลงมติ “เด็กๆต้องมาก่อน และในวันนี้ เราจะต้องทำให้มั่นใจว่ามีทรัพยากรที่จำเป็นต่อการปกป้องพวกเขา”

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐได้มติเห็นชอบร่างกฎหมายงบประมาณสำหรับสร้างกำแพงมูลค่า 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันพุธ หนึ่งวันหลังจากสภาผู้แทนราษฎรอนุมติร่างกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สำหรับร่างกฎหมายที่เสนอโดยวุฒิสภานั้นประกอบด้วย เงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์ พร้อมข้อเรียกร้องให้จัดสรรเงินสำหรับกระทรวงกลาโหม 145 ล้านดอลลาร์เพื่อใช้ในการควบคุมชายแดน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากฝ่ายเสรีนิยมของพรรคเดโมแครต

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq37/3008493

Related links

“ปิยบุตร” จับตา 27 ส.ส.พปชร.ยื่นคุ้มครองชั่วคราว

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงกรณีที่ 27 ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐไปยื่นคำร้อง
ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญขอคุ้มครองชั่วคราว โดยอ้างว่าหากหยุดปฏิบัติหน้าที่จะกระทบกับการทำหน้าที่สำคัญนั้น ตนเองขอให้พิจารณาโดยใช้แนวทางเดียวกันกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายอุปสรรคต่อการดำเนินงานสำคัญของที่ประชุมสภาฯ  ทั้งนี้เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน

“หากกรณี ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐทั้ง 27 คนได้การคุ้มครองชั่วคราวแบบนี้ พรรคอนาคตใหม่ก็ขอสงวนสิทธิที่จะขอใช้สิทธิบ้าง แต่เรายืนยันว่าไม่มีช่องทาง แต่ถ้าขอได้ ผมจะขอบ้าง” นายปิยบุตร กล่าว

ส่วนกรณีที่ฝายกฎหมายของพรรคพลังประชารัฐร้องขอให้ศาลพิจารณาไต่สวนคดีเป็น 2 ครั้ง คือ ให้คู่กรณีให้ปากคำก่อนจะรับหรือไม่รับ ไม่สามารถทำได้ เพราะทำได้เพียงการตั้งตุลาการคณะเล็ก ทำงานเพื่อพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้อง หากตุลาการคณะเล็กพิจารณาและมีความเห็นอย่างไรต้องส่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะใหญ่พิจารณาภายใน 5 วัน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ซึ่งหากใช้องค์คณะใหญ่ ตอนนี้ก็ถือว่าเกินช่วงเวลา 5 วันมาแล้ว และสุดท้ายหากศาลอนุญาตให้ 41 ส.ส.พรรครัฐบาลที่ทางพรรคได้ยื่นคำร้องเข้าชี้แจงก่อนวินิจฉัยว่าจะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แต่ทำไมกรณีของนายธนาธร ไม่มีการเปิดโอกาสให้ชี้แจงในลักษณะเดียวกันบ้าง

นายปิยบุตร กล่าวว่า สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญอยู่ในขณะนี้มีสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือเกณฑ์ในการพิจารณาดูว่ามีการถือหุ้นสื่อ
จริงหรือไม่ และเรื่องที่สอง คือจะมีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวหรือไม่
โดยในเรื่องแรกนั้น ได้มีแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาแล้วในสองคดีหลักๆ คือคดีของ นายภูเบศวร์ เห็นหลอด อดีตผู้
สมัคร ส.ส.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ และ นายคมสัน ศรีวนิชย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.อ่างทอง พรรคประชาชาติ ซึ่งทั้งสองคดีนี้ศาลได้ให้
แนวทางมาแล้ว ว่าให้ไปดูที่หนังสือบริคณห์สนธิ โดยถ้ามีข้อความระบุว่าทำกิจการที่เกี่ยวกับสื่อวลชน ก็ให้ถือว่าบริษัทนั้นประกอบกิจการสื่อจริง
ส่วนเรื่องที่สอง กรณีที่เกิดขึ้นกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้ยุติการปฏิบัติ
หน้าที่เป็นการชั่วคราว โดยระบุว่าหากปล่อยให้ปฏิบติหน้าที่ต่อไป จะส่งผลให้เกิดปัญหาทางกฎหมายและการดำเนินงานที่สำคัญในการประชุมสภา
นายปิยบุตร กล่าวว่า ในเมื่อมีข้อเท็จจริงที่คล้ายคลึงกันอย่างนี้จึงอยากเห็นว่าจะมีการใช้มาตรฐานในการพิจารณาคดีอย่าง
ไร ตนเองอยากเห็นสังคมไทยมีกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยที่มีความเท่าเทียมกัน กฎหมายที่มีอยู่ไม่ได้ทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น
จริงหรือไม่ ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นจริงจากศรัทธาและการประเมินของประชาชน
“ขอให้มีมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเที่ยมกัน สิ่งที่เหมือนกันต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันก็
ต้องได้รับการปฏิบัติต่างกัน” นายปิยบุตร กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/3005832

Related links

พลังประชารัฐ รับเอง! ประชาธิปไตยหยุดมา 5 ปี รัฐธรรมนูญ 60 ริบอำนาจประชาชน

พลังประชารัฐ รับเอง! ประชาธิปไตยหยุดมา 5 ปี รัฐธรรมนูญ 60 ริบอำนาจประชาชน

พลังประชารัฐ / วันที่ 14 มิ.ย. ที่คณะรัฐศาสตร์ม.ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ในงาน70 ปีสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ม.ธรรมศาสตร์“วิชาการเพื่อราษฎร์ศาสตร์เพื่อประชาธิปไตย” มีการจัดงานเสวนาหัวข้อ“ทิศทางการเมืองไทยภายใต้รัฐบาลใหม่การเมืองของความหวังหรือจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งต่อไป”

โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐและดำรงตำแหน่งนายทะเบียน นายโกวิย์ พวงงาม สมาชิกพรรคพลังท้องถิ่นไทย ร่วมเสวนา

นายวิเชียร กล่าวว่า พปชร.เป็นพรรคที่เกิดขั้นมาได้เพียง 6-7 เดือนก่อนการเลือกตั้ง โดยมีความมุ่งหมายที่เกี่ยวเนื่องกับทิศทางการเมือง ประเทศไทยเป็นประเทศที่แปลกทั้งที่ประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 2475 นำมาสู่การเลือกตั้ง การปฏิวัติวนเวียนอยู่อย่างนี้ ที่สำคัญคือปี 2516 หลังมีการปฏิวัติ เรามีความรู้สึกว่ามันคือความหวังอันรุ่งโรจน์ไพศาลและเป็นความเฟื่องฟูของประชาธิปไตย

แต่เวลานี้หลังจากที่หยุดไป 5 ปี หลังจากการเลือกตั้งกลับมีความรู้สึกเฟื่องฟูอีกครั้ง ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2560 นั้น เราไม่ได้ให้สิทธิสภาหรือประชาชนมีอำนาจเหมือนปี 2540 แต่มีทั้งสภาและองค์กรอิสระที่มาทำหน้าที่ตรงนี้เป็นลูกผสมกับระบอบประธานาธิบดีไปในตัว

นายวิเชียร กล่าวว่า บรรยากาศการเมืองที่น่ากลัวเวลานี้ไม่ใช่เรื่องผลการเลือกตั้งคะแนนปริ่มน้ำเท่ากับเรากำลังดำเนินการต่อสู้โดยการโจมตีกล่าวหาเพื่อนน้อยที่สุด นี่คือบรรยากาศการที่ดีมาก แต่หลังการเลือกตั้งที่ได้สมาชิกเข้ามาทำหน้าที่ปรากฏว่าบรรยากาศนั้นกำลังเปลี่ยนไปการอภิปรายในสภาไม่ได้บอกว่าตัวองดีอย่างไรแต่บอกว่าเพื่อไม่ดีอย่างไร

หากท่านสังเกตจากการประชุมสภา สิ่งที่เกิดขึ้นคือพวกเขาต้องต่อสู้จนเป็นคดีสู่ศาลสุดท้ายก็กลายเป็นการสู้รบปรบมือ แต่หากเราทำการเมืองให้เป็นการโฆษณาให้เขาเคารพรักศรัทธาก็จะไม่นำการคนไปสู่ท้องถนน เราต้องเคารพสิทธิของคนอื่น

ที่มา www.khaosod.co.th/politics/news_2618158

Related links

เพื่อไทย จี้ปชป.เปิดชื่อผู้มีอำนาจตัวจริงนอกพรรคพปชร. ชี้เข้าข่ายครอบงำ หากมีจริงถึงขั้นยุบพรรค

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) เรียกร้องพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดรายชื่อบุคคลตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีการเจรจาต่อรองกระทรวงต่างๆ ไปกำกับดูแล ระหว่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และปชป. ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการ ปชป. ออกมาบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจที่พรรคพลังประชารัฐยกเลิกดีลเดิม โดยเรียกกระทรวงสำคัญกลับคืน พร้อมให้ไปหาคนที่มีอำนาจเต็มตัวจริงและมีอำนาจในการตัดสินใจของพรรคมาคุย โดยขู่ว่ามิเช่นนั้นจะเป็นฝ่ายค้านนั้น โดยขอให้ระบุชื่อมา เพราะถ้าเป็นความจริง ก็เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย หากมีการตรวจสอบพบ อาจมีการนำประเด็นดังกล่าวร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคที่มีพฤติการณ์เช่นนั้นได้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็ได้ตกลงยินยอมกับบุคคลนั้น ซึ่งต้องถือว่าเป็นบุคคลผู้มีอำนาจนอกพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน

“ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยกรรมการบริหารพรรคยินยอมให้บุคคลภายนอกพรรคข้ามาก้าวก่าย แทรกแซงครอบงำพรรคจนขาดอิสระในการตัดสินใจ ซึ่งอาจถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ยุบพรรคได้เช่นกัน” โฆษกพรรคเพื่อไทยระบุ

นางลดาวัลลิ์ กล่าวอีกว่า ในความเป็นจริงการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น หากพิจารณาดูบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยถ่องแท้แล้วเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากมาก ดังนั้นการนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นเกมต่อรองกับพรรคพลังประชารัฐ โดยอ้างว่าทำเพื่อประชาชนนั้น จึงไม่น่าจะใช่ เพราะความจริงคือต้องการกระทรวงที่มีผลประโยชน์มหาศาลมาดูแลใช่หรือไม่

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2999797

Related links

7 พรรคลงมติส่ง “ธนาธร” ท้าชิงเก้าอี้นายกฯ พรุ่งนี้

ความเคลื่อนไหวช่วงจังหวะการเมืองร้อนแรง ล่าสุด ที่ประชุม 7 พรรคร่วมฝ่ายประชาธิปไตย มีมติเสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในการประชุมรัฐสภา เพื่อลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันพรุ่งนี้ ( 5 มิ.ย.)

ฝ่าย 7 พรรคเห็นพ้องส่ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ขึ้นสังเวียนชิงดำโหวตนายกรัฐมนตรีพรุ่งนี้

ทั้งนี้ เหตุที่ 7 พรรคร่วมเสนอชื่อนายธนาธรนั้น เนื่องจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งแม้เป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้งมี ส.ส.มากที่สุด แต่เมื่อพิจารณาแคนดิเดตที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หรือนายชัยเกษม นิติสิริ โอกาสที่จะชนะเสียงโหวตมีน้อยมาก

เมื่อพิจารณาความเป็นไปได้แล้วนั้น การส่งนายธนาธร เป็นผู้ท้าชิงย่อมมีโอกาสได้รับคะแนนโหวตที่มากกว่า เพราะหากเป็นชื่อนายธนาธร ก็ยังพอมีโอกาสที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังเสียงแตกในการร่วมงานหรือไม่เข้าร่วมกับทางพรรคพลังประชารัฐ น่าจะพร้อมยกมือโหวตให้กับนายธนาธรได้อย่างสะดวกใจมากกว่าคนจากเพื่อไทย

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องคุณสมบัติของนายธนาธร ปมถือหุ้นสื่อนั้น มีการประเมินแล้วว่า ตัว พล.อ.ประยุทธ์ เองก็มีปัญหาเรื่องของคุณสมบัติต้องห้าม ในประเด็นความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงถือเป็นคู่ชิงที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

ที่มา sanook

Related links

เรืองไกรยื่น กกต.ตรวจสอบ 10 ส.ส.ประชาธิปัตย์ถือหุ้นในกิจการสื่อ เข้าข่ายขาดคุณสมบัติ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เดินทางไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ตรวจสอบ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 10 คน ที่อาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติและอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในทำนองเดียวกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

โดย ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 10 คน ประกอบด้วย
1.นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7
2.น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 20
3.นางกันตวรรณ ตันเถียร ส.ส.พังงา เขต 1
4.นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ส.ส.ระยอง เขต 2
5.นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี เขต 3
6.นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 3
7.นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 6
8.นายภาณุ ศรีบุศยกาญจน์ ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1
9.น.ส.วชิราภรณ์ กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 3
10.นายสมชาติ ประดิษฐพร ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 4
นายเรืองไกร ระบุว่า ส.ส.ทั้ง 10 คนดังกล่าว จากที่ได้ตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่าทั้งหมดมีชื่อถือหุ้นในบริษัทที่วัตถุประสงค์ประกอบกิจการของบริษัท ระบุประกอบกิจการด้านสื่อสารมวลชน จึงอาจเข้าข่ายเป็น ส.ส.ที่เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณา

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2996882

Related links