มนุษย์เงินเดือนทุ่มภาษี 77% บริจาคให้ “ประชาธิปัตย์” ทิ้งห่าง “เพื่อไทย” ไม่เห็นฝุ่น

เพจเฟซบุ๊ก กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง โพสต์ข้อมูลและอินโฟกราฟิกเกี่ยวกับยอดเงินบริจาคภาษีของประชาชนให้กับ 33 พรรคการเมือง โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตามที่ คณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ได้มีมติการประชุมครั้งที่ 8/2562 อนุมัติการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมือง ประจำปี 2562 จำนวน 77 พรรคการเมือง รวมเป็นเงินจำนวน 117,700,603.74 บาท ตามที่ได้แจ้งวงเงินจัดสรรให้ทุกท่านรับทราบแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งของเงินอุดหนุนนั้น มาจากเงินบริจาคภาษี ประจำปีภาษี 2560 ที่ผู้เสียภาษีแสดงเจตจำนงบริจาคให้แก่พรรคการเมือง 

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง จึงขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเงินบริจาคภาษีที่อยู่ในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองข้างต้น เพื่อที่จะให้ทุกท่านได้รับรู้รับทราบเกี่ยวกับยอดเงินบริจาคภาษีที่ผู้เสียภาษีบริจาคให้แก่พรรคการเมืองที่ตนชื่นชอบ ดังนี้

1. ประชาธิปัตย์ ได้รับเงินบริจาคภาษี 4,080,500 บาท
2. ประชากรไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 13,300 บาท
3. มหาชน ได้รับเงินบริจาคภาษี 2,300 บาท 
4. ความหวังใหม่ ได้รับเงินบริจาคภาษี 7,900 บาท
5. เครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 27,700 บาท
6. เพื่อไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 812,100 บาท
7. เพื่อแผ่นดิน ได้รับเงินบริจาคภาษี 7,000
8. ชาติพัฒนา ได้รับเงินบริจาคภาษี 11,200 บาท
9. แทนคุณแผ่นดิน ได้รับเงินบริจาคภาษี 9,700 บาท
10. ชาติไทยพัฒนา ได้รับเงินบริจาคภาษี 20,000 บาท
11. อนาคตไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 14,800 บาท
12. ภูมิใจไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 21,500 บาท
13. สังคมประชาธิปไตยไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 33,100 บาท
14. พลังคนกีฬา ได้รับเงินบริจาคภาษี 7,300 บาท
15. เพื่อธรรม ได้รับเงินบริจาคภาษี 1,600 บาท
16. ประชาธิปไตยใหม่ ได้รับเงินบริจาคภาษี 5,600 บาท
17. ครูไทยเพื่อประชาชน ได้รับเงินบริจาคภาษี 48,500บาท
18. พลังสหกรณ์ ได้รับเงินบริจาคภาษี 3,500 บาท
19. พลังท้องถิ่นไท ได้รับเงินบริจาคภาษี 700 บาท
20. ถิ่นกาขาวชาววิไล ได้รับเงินบริจาคภาษี 1,800 บาท
21. รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 41,800 บาท
22. ไทรักธรรม ได้รับเงินบริจาคภาษี 2,900 บาท
23. เสรีรวมไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 83,900 บาท
24. รักษ์ธรรม ได้รับเงินบริจาคภาษี 1,100 บาท
25. เพื่อชาติ ได้รับเงินบริจาคภาษี 600 บาท
26. พลังประชาธิปไตย ได้รับเงินบริจาคภาษี 1,300 บาท 
27. ภราดรภาพ ได้รับเงินบริจาคภาษี 900 บาท
28. พลังไทยรักชาติ ได้รับเงินบริจาคภาษี 900 บาท
29. เพื่อชีวิตใหม่ ได้รับเงินบริจาคภาษี 1,100 บาท
30. รักท้องถิ่นไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 2,300 บาท
31. ผึ้งหลวง ได้รับเงินบริจาคภาษี 400 บาท
32. เพื่อสหกรณ์ไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 4,900 บาท
33. ประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ได้รับเงินบริจาคภาษี 14,800 บาท

ที่มา sanook

Related links

เรืองไกรยื่น กกต.ตรวจสอบ 10 ส.ส.ประชาธิปัตย์ถือหุ้นในกิจการสื่อ เข้าข่ายขาดคุณสมบัติ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เดินทางไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ตรวจสอบ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 10 คน ที่อาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติและอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในทำนองเดียวกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

โดย ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 10 คน ประกอบด้วย
1.นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7
2.น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 20
3.นางกันตวรรณ ตันเถียร ส.ส.พังงา เขต 1
4.นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ส.ส.ระยอง เขต 2
5.นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี เขต 3
6.นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 3
7.นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 6
8.นายภาณุ ศรีบุศยกาญจน์ ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1
9.น.ส.วชิราภรณ์ กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 3
10.นายสมชาติ ประดิษฐพร ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 4
นายเรืองไกร ระบุว่า ส.ส.ทั้ง 10 คนดังกล่าว จากที่ได้ตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่าทั้งหมดมีชื่อถือหุ้นในบริษัทที่วัตถุประสงค์ประกอบกิจการของบริษัท ระบุประกอบกิจการด้านสื่อสารมวลชน จึงอาจเข้าข่ายเป็น ส.ส.ที่เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณา

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2996882

Related links

กกต.ส่งศาลรธน.วินิจฉัยคุณสมบัติ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กรณีถือหุ้นสื่อ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 82 วรรคสี่ กรณีความปรากฎหรือมีเหตุอันควรสงสัยต่อ กกต.ว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3)

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2991568

Related links

ปชป.เตรียมร้องเอาผิด กกต.ใช้สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์แจกคะแนนพรรคเล็ก ชี้คำนวณข้ามขั้นตอน

นายราเมศ รัตนะเชวง รักษาการกรรมการบริหาร พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ค้านมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้สูตรคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่จัดสรรเก้าอี้ให้กับพรรคการเมืองขนาดเล็กซึ่งได้รับคะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยพึงมี โดยอ้างไม่อยากให้มีคะแนนตกน้ำ แต่กลับทำให้คะแนนของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ตกทะเลนับล้านคะแนน โดยจะยื่นฟ้อง กกต. ทั้งในนามส่วนตัวและพรรค

โดยพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเกินคะแนนเฉลี่ย ส.ส.พึงมีคือกว่า 7.1 หมื่นคะแนนนั้น มีเพียง 16 พรรค และการออกมาชี้แจงครั้งนี้ไม่ได้เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อรักษาความถูกต้องของกฎหมาย

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อตามแนวทางของ กกต.เพราะเป็นวิธีการคำนวณที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เนื่องจากพรรคที่ได้คะแนนไม่ถึงจำนวน ส.ส.พึงมี ไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128(5) และรัฐธรรมนูญมาตรา 91(4) จะอ้างว่าจัดสรรตามมาตรา 128(6) ไม่ได้ เพราะเป็นการข้ามขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตาม 128(5) ไป

“กกต.ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบบ โดยพรรคและผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะดำเนินการเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่อไป เพื่อตามหาความสุจริตและเที่ยงธรรม” นายราเมศ กล่าว

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสาคร ในฐานะอดีต กกต. กล่าวว่า การใช้สูตรคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของ กกต.ที่ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่จัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองขนาดเล็กที่ได้คะแนนไม่ถึงจำนวน ส.ส.พึงมี ได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย จะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91(4) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มาตรา 128(5) ที่ระบุว่า ให้นำจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองดังกล่าวมี ส.ส.เกินกว่าจำนวนที่พึงจะมีได้

โดยหากยึดหลักตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด พรรคเล็กอันดับที่ 17-21 รวม 11 พรรค ที่มีคะแนนตั้งแต่ 33,754 – 68,973 คะแนน ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยที่พึงจะมี ส.ส. 1 คน คือ 71,168.5141 คะแนน จะไม่ได้จัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

ในการแถลงข่าวนายสมชัย ได้ใช้เอกสารข่าวของสำนักงาน กกต.ที่ 61/2562 ในส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 14 หน้า มาเป็นหลักในการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยตั้งข้อสังเกตว่า การคำนวณตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 129 และ 128 ของ กกต.นั้นถูกต้องตั้งแต่หน้าที่ 1-7 แต่ในหน้าที่ 8 ขาดผลลัพธ์ตารางการคำนวณที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 128(5) คือต้องตัดพรรคการเมืองที่ได้คะแนนไม่ถึงจำนวน ส.ส.พึงมีออกไป แต่เมื่อไม่ตัดออกก็ทำให้ได้ผลลัพธ์จากการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่แตกต่างออกไป ทำให้ทุกตารางหลังจากนั้น ไม่สามารถนำมาใช้ในการคำนวณได้

โดยการคำนวณที่ถูกต้องจะมี 16 พรรคการเมืองที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่จะมีเพียง 14 พรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขตเกินกว่าจำนวน ส.ส.พึงมี และพรรคประชาชาติได้ ส.ส.แบบแบ่งเขตเท่ากับจำนวน ส.ส.พึงมี จึงไม่มีสิทธิได้ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก

โดย 14 พรรคที่ได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 20 คน พรรคอนาคตใหม่ 54 คน พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน พรรคภูมิใจไทย 13 คน พรรคเสรีรวมไทย 11 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 5 คน พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 คน พรรคเพื่อชาติ 5 คน พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 คน พรคชาติพัฒนา 2 คน พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 คน พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 คน พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน และพรรคพลังชาติไทย 1 คน รวม 149 คน

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2987843

Related links

การเมืองนิ่ง ฟื้นความเชื่อมั่น

การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งกำลังถูกจับตาจากนานาประเทศ เพราะแม้การเมืองที่ยังไม่นิ่งขณะนี้จะเป็นเรื่องที่คนไทยคุ้นเคย แต่นักธุรกิจนักลงทุนต่างชาติต่างเฝ้ามองและเกาะติดสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วง ช่วงรอยต่อการเมืองผลัดใบจึงไม่ควรทอดเวลายาวนานเกินไป เพราะนอกจากตัวแปรจะมีเพิ่มขึ้นแล้ว ความไม่ชัดเจนยังกระทบความเชื่อมั่น

พิจารณาเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญโฉมหน้ารัฐบาลใหม่น่าจะได้เห็นหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรายชื่อ ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อเป็นทางการ ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 เพราะหลังจากนั้นจะถึงขั้นตอนที่พรรคการเมืองฟอร์มทีมรัฐบาล เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม กว่าจะแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ยกร่างนโยบายแถลงต่อรัฐสภา และเข้ารับตำแหน่งเป็นทางการเบ็ดเสร็จน่าจะประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2562 แต่หากทุกอย่างดำเนินไปตามครรลอง ไม่ปล่อยเวลาให้เนิ่นนานจนเกิดสุญญากาศคงไม่เสียหาย

พรรคการเมือง ตลอดจนหน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้องจึงต้องยึดมั่นและปฏิบัติภายใต้หลักการดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามหลีกเลี่ยงข้อพิพาทขัดแย้ง เพราะจะยิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ทำให้ต่างชาติมองในสายตาที่หวาดระแวงมากยิ่งขึ้น

ไม่แปลกที่ตัวแทนภาคเอกชน 3 สถาบัน จะเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองเดินตามกติกา จัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศโดยเร็ว ขณะที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็ส่งสัญญาณแสดงความเป็นห่วง ระบุว่าต่างชาติเริ่มกังวลความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย

ล่าสุดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า เดือนมีนาคมที่ผ่านมาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงทุกรายการครั้งแรกในรอบ 3 เดือน จากความกังวลเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว กรณีเบร็กซิต เศรษฐกิจโลก และสงครามทางการค้า

ประเมินว่าครึ่งแรกปีนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะชะลอตัวลงต่อเนื่อง ส่วนครึ่งปีหลังขึ้นอยู่กับทิศทางการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดประมาณการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากเดิม 4.0% เหลือ 3.8%

ทุกภาคส่วนจึงต้องตระหนักช่วยกันประคับประคองให้การก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยราบรื่น เร่งฟื้นความเชื่อมั่นโดยทำให้การเมืองนิ่ง สกัดสัญญาณเสี่ยง ให้นักธุรกิจ นักลงทุน ประชาชนมั่นใจ เศรษฐกิจในภาพรวมจะได้อานิสงส์ทั้งระบบ

ที่มา prachachat.net

Related links

7 มี.ค.ตัดสินยุบพรรคไทยรักษาชาติ หลักฐานพอไม่ไต่สวนเพิ่ม

ศาล รธน.ปิดเกม นัดฟังคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ 7 มี.ค. ชี้คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอไม่ต้องไต่สวนแล้ว ทษช.พร้อมน้อมรับคำวินิจฉัยถือเป็นที่สิ้นสุด คดี “ธนาธร” ไลฟ์สดถล่มพลังดูด อัยการเลื่อนฟังสั่งคดีไปหลังเลือกตั้ง 26 มี.ค. ขณะที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งคืนสิทธิให้ “กรวีร์” วอยซ์ฯก็เฮศาลปกครองกลางชี้ กสทช.ออกคำสั่งมิชอบ “บิ๊กตู่” เหน็บด้วงมะพร้าวบ่อนเซาะชาติ ยืนกรานไม่ร่วมดีเบต อ้อน “กบ ทรงสิทธิ์” ครวญเพลงปาฏิหาริย์ 2 รอบ “อุตตม” ไม่หวั่นแต้มหด หลัง “ลุงตู่” ปัดดีเบต “มาร์ค” ซัดอย่าสร้างค่านิยมผิดๆ “จุรินทร์” มองอคติกับวิถีประชาธิปไตย “เสรีพิศุทธ์” เย้ยกลัวก็บอกมาตรงๆ “จตุพร” จวกเป็นผู้นำเผด็จการเหมาะสุดแล้ว “อนุทิน” บ่นเสียดายแทน “ลุงตู่” “เทือก” รับปลุกผี กปปส.หวังผลการเมือง

คำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยแล้วในวันที่ 7 มี.ค. โดยเห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัย ไม่ต้องทำการไต่สวนอีก

ที่มา ไทยรัฐ

Related links