‘เกษียร’เลคเชอร์การเมืองไทยวันนี้ ขัดแย้งระหว่างหลักคิด‘รวมหมู่ชน-ปัจเจกนิยม’

8 เม.ย.62 ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความ “ความขัดแย้งระหว่างรุ่นคนในการเลือกตั้ง” เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ความขัดแย้งทางการเมืองไทยขณะนี้ ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ามาจากความแตกต่างของช่วงวัย จริงๆแล้วยังอาจตีความได้ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างหลักคิด “อินทรียนิยม” กับ “ปัจเจกนิยม” อีกด้วย มีรายละเอียด ดังนี้

“มีผู้เสนอการตีความว่าผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดสะท้อนความขัดแย้งระหว่างรุ่นคน กล่าวคือขณะที่ผู้ใหญ่รุ่นเก่าเลือกพรรคพลังประชารัฐหรือพรรคเพื่อไทย คนหนุ่มสาวจะเลือกพรรคอนาคตใหม่ นี่เป็นข้อตั้ง (premise) ที่น่าสนใจและควรค้นคว้าให้กว้างและลึกต่อไปว่าประสบการณ์และโครงสร้างความรู้สึก (structure of feelings) ของคนแต่ละรุ่นที่แตกต่างกันเกิดขึ้นในบริบทความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองและสังคมวัฒนธรรมอย่างไร โดยเฉพาะพื้นที่การเสพข่าวสารข้อมูลและการแสดงออกทางสื่อซึ่งเปลี่ยนจากสื่อมวลชนกระแสหลักเป็นสื่อสังคมเพิ่มขึ้นในคนรุ่นใหม่”

“อย่างไรก็ตาม ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่า หากเอาเส้นแบ่งทางแนวคิดการเมืองหลัก ๆ เข้าไปจับ ก็อาจเห็นในอีกมิติหนึ่งว่า ผลการเลือกตั้งสะท้อนการขยับเปลี่ยนที่มีลักษณะแบ่งยุคแบ่งสมัยของความคิดทางสังคมและการเมืองไทย จากลักษณะอินทรียนิยม (organicism) แต่เดิมซึ่งรองรับระเบียบอำนาจนิยม-อนุรักษนิยม ไปสู่ปัจเจกนิยม (individualism) ซึ่งสอดรับกับระเบียบแบบเสรีนิยมและประชาธิปไตยมากขึ้น โดยที่การขยับเปลี่ยนดังกล่าวอาจเด่นชัดในคนบางรุ่น แต่ก็เกิดขึ้นตลอดแนวระนาบอย่างทั่วด้านในหมู่ชนทุกเพศทุกวัยด้วย”

“จะเรียกว่าคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยกำลังถูกเขียนใหม่ก็ได้ และอาจเป็นการโหมโรงเปิดฉากไปสู่การยกร่างมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่อย่างถึงฐานรากต่อไป”

ทั้งนี้ ศ.ดร.เกษียร ยังได้อ้างอิงแนวคิดของ นอร์แบร์โต บ๊อบบิโอ (Norberto Bobbio) นักวิชาการชาวอิตาลี ที่เขียนไว้ในหนังสือ “เสรีนิยมกับประชาธิปไตย” (Liberalism and Democracy) มาอธิบายด้วยว่า “ลัทธิอินทรียนิยม” (Organicism) หมายถึงรัฐคือร่างกายอันเป็นโครงสร้างกายายพองค์รวมที่ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ แต่ละส่วนก็มีชะตาลิขิตของมัน ทว่าทั้งหมดทุกส่วนล้วนทำงานร่วมไม้ร่วมมือในความสัมพันธ์แบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อให้ชีวิตรวมหมู่ร่วมกันของตนยืนยาวสืบไป บรรดาปัจเจกบุคคลโดดๆ ย่อมไม่ถือว่ามีความเป็นอิสระใดๆ

ส่วน “ลัทธิปัจเจกนิยม” (Individualism) หมายถึงรัฐเป็นที่รวมของปัจเจกบุคคลจำนวนมาก และรัฐได้รูปแบบของตัวมาก็แต่โดยผ่านการกระทำของปัจเจกบุคคลทั้งหลาย และบรรดาความสัมพันธ์ที่พวกเขาสถาปนาขึ้นต่อกันเท่านั้น

ที่มา https://www.naewna.com/politic/406728

Related links