“ไพบูลย์” แถลงเลิกพรรค “ประชาชนปฏิรูป” เตรียมซบ “พปชร.” ชี้ อุดมการณ์ตรงกัน

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ตนจะเลิกทำพรรค “ประชาชนปฏิรูป” เป็นไปตามมติเอกฉันท์ของกรรมการบริหารพรรคที่ให้เลิกทำพรรค เพราะเห็นว่าพรรคมี สส.แค่คนเดียว ส่วนกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่ไม่มีเวลาในการจัดตั้งสาขา รวมทั้งประสานงานสร้างตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดอีก 69 พรรคตามกฎหมายเลือกตั้งสส.และพรรคการเมือง

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตนเองจะต้องหาพรรคการเมืองใหม่สังกัดเพื่อรักษาสถานภาพความเป็นสส.ให้ได้ภายใน 60 วัน หลังยกเลิกพรรคการเมือง เบื้องต้นได้คุยกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐว่าจะขอย้ายเข้าไปร่วมสังกัดกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งพล.อ.ประวิตรก็ไม่ได้มีความขัดข้อง โดยจะขอให้อยู่ช่วยงานกับพรรคพลังประชารัฐด้านกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวจะต้องรอให้กระบวนการยกเลิกกิจการพรรคการเมืองเสร็จสิ้นตากกฎหมายก่อนที่จะต้องมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือน ส.ค. จากนั้นจะเข้าสมัคร และมีสถานภาพเป็น สส.พรรคพลังประชารัฐเต็มตัวนับตั้งแต่วันสมัคร และเป็นการเพิ่มจำนวนสส.พรรคพลังประชารัฐจาก 116 เสียง เป็น 117 เสียง

นายไพบูลย์บอกอีกว่า ตนและพรรคพลังประชารัฐมีอุดมการณ์ตรงกันคือ สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ และเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้ประชาชนนำมาปฏิบัติ

ที่มา https://www.sanook.com/news/7873010/

Related links

“สิระ” เตรียมขน 8 ส.ส. ลงตรวจที่ดิน “อดีตตำรวจชั้นผู้ใหญ่” ใหญ่แค่ไหนก็ติดคุกได้

นายสิระ เจนจาคะ ส.ส. กทม.พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ในวันนี้ (18 ส.ค.) ตนและ ส.ส.อีก 8 ท่านจากพรรคพลังประชารัฐและพรรคภูมิใจไทย จะลงพื้นที่ ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่การก่อสร้างโครงการก่อสร้างแห่งหนึ่ง ที่ได้ยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยจำนวนหลายอาคารต่อเทศบาลตำบลกะรน จังหวัดภูเก็ต โดยมี อดีตตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเเปลงดังกล่าว

โดยในวันจันทร์ที่ 19 ส.ค.จะมีการเข้าพบกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อสอบถามการอนุมัติการก่อสร้างที่น่าจะกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

“เรื่องนี้มีข้าราชการกระทำผิดชัดเจน โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปโดยทางไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้น ตนไม่สนใจว่าที่ดินแปลงนี้จะเป็นของใคร แต่หากเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ขนาดไหนก็ย่อมติดคุกได้ หากท่านทำผิดจริง รวมไปถึงข้าราชการที่ให้ความร่วมมือกระทำความผิดในครั้งนี้ก็ต้องได้รับโทษด้วยเช่นกัน” นายสิระ กล่าว

ที่มา https://www.sanook.com/news/7868610/

Related links

เปิดประวัติ “อธิรัฐ รัตนเศรษฐ” รัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดใน ครม.ประยุทธ์ 2/1

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคพลังประชารัฐ วัย 35 ปี รัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดใน ครม.ประยุทธ์ 2/1 เผยภายหลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ไว้วางใจให้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ โดยยืนยันจะนำประสบการณ์ที่เคยเป็นข้าราชการมากกว่า 10 ปี และการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ และยืนยันพร้อมสานต่อนโยบายของรัฐบาลเก่าที่เคยทำไว้ ส่วนนโยบายใหม่จะต้องรอความชัดเจน และการมอบหมายจาก นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก่อน

สำหรับประวัติของ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ หรือ แบงค์ จบการศึกษา รัฐศาสตรบัณฑิต (การเมืองการปกครอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , Master of Arts (Merit) London Metropolitan University ประเทศสหราชอาณาจักร และ บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต (การบริหารธุรกิจ) มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 

นายอธิรัฐ เติบโตมาในครอบครัวนักการเมือง และดำเนินรอยตามบิดามารดา คือ นายวิรัช รัตนเศรษฐ และ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ อดีต ส.ส.โคราชหลายสมัย ประสบการณ์ทางด้านการเมือง เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2554 อดีตปลัดอำเภอ จ.นครราชสีมา และอดีตปลัดอำเภอ จ.จันทบุรี ซึ่งเดิมทีอยู่สังกัดพรรคเพื่อไทย แต่เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายอธิรัฐ ย้ายไปซบพรรคพลังประชารัฐ ก่อนจะได้เป็นรัฐมนตรีในที่สุด

ที่มา www.sanook.com/news/7831382/

Related links

“ปิยบุตร” จับตา 27 ส.ส.พปชร.ยื่นคุ้มครองชั่วคราว

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงกรณีที่ 27 ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐไปยื่นคำร้อง
ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญขอคุ้มครองชั่วคราว โดยอ้างว่าหากหยุดปฏิบัติหน้าที่จะกระทบกับการทำหน้าที่สำคัญนั้น ตนเองขอให้พิจารณาโดยใช้แนวทางเดียวกันกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายอุปสรรคต่อการดำเนินงานสำคัญของที่ประชุมสภาฯ  ทั้งนี้เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน

“หากกรณี ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐทั้ง 27 คนได้การคุ้มครองชั่วคราวแบบนี้ พรรคอนาคตใหม่ก็ขอสงวนสิทธิที่จะขอใช้สิทธิบ้าง แต่เรายืนยันว่าไม่มีช่องทาง แต่ถ้าขอได้ ผมจะขอบ้าง” นายปิยบุตร กล่าว

ส่วนกรณีที่ฝายกฎหมายของพรรคพลังประชารัฐร้องขอให้ศาลพิจารณาไต่สวนคดีเป็น 2 ครั้ง คือ ให้คู่กรณีให้ปากคำก่อนจะรับหรือไม่รับ ไม่สามารถทำได้ เพราะทำได้เพียงการตั้งตุลาการคณะเล็ก ทำงานเพื่อพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้อง หากตุลาการคณะเล็กพิจารณาและมีความเห็นอย่างไรต้องส่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะใหญ่พิจารณาภายใน 5 วัน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ซึ่งหากใช้องค์คณะใหญ่ ตอนนี้ก็ถือว่าเกินช่วงเวลา 5 วันมาแล้ว และสุดท้ายหากศาลอนุญาตให้ 41 ส.ส.พรรครัฐบาลที่ทางพรรคได้ยื่นคำร้องเข้าชี้แจงก่อนวินิจฉัยว่าจะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แต่ทำไมกรณีของนายธนาธร ไม่มีการเปิดโอกาสให้ชี้แจงในลักษณะเดียวกันบ้าง

นายปิยบุตร กล่าวว่า สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญอยู่ในขณะนี้มีสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือเกณฑ์ในการพิจารณาดูว่ามีการถือหุ้นสื่อ
จริงหรือไม่ และเรื่องที่สอง คือจะมีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวหรือไม่
โดยในเรื่องแรกนั้น ได้มีแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาแล้วในสองคดีหลักๆ คือคดีของ นายภูเบศวร์ เห็นหลอด อดีตผู้
สมัคร ส.ส.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ และ นายคมสัน ศรีวนิชย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.อ่างทอง พรรคประชาชาติ ซึ่งทั้งสองคดีนี้ศาลได้ให้
แนวทางมาแล้ว ว่าให้ไปดูที่หนังสือบริคณห์สนธิ โดยถ้ามีข้อความระบุว่าทำกิจการที่เกี่ยวกับสื่อวลชน ก็ให้ถือว่าบริษัทนั้นประกอบกิจการสื่อจริง
ส่วนเรื่องที่สอง กรณีที่เกิดขึ้นกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้ยุติการปฏิบัติ
หน้าที่เป็นการชั่วคราว โดยระบุว่าหากปล่อยให้ปฏิบติหน้าที่ต่อไป จะส่งผลให้เกิดปัญหาทางกฎหมายและการดำเนินงานที่สำคัญในการประชุมสภา
นายปิยบุตร กล่าวว่า ในเมื่อมีข้อเท็จจริงที่คล้ายคลึงกันอย่างนี้จึงอยากเห็นว่าจะมีการใช้มาตรฐานในการพิจารณาคดีอย่าง
ไร ตนเองอยากเห็นสังคมไทยมีกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยที่มีความเท่าเทียมกัน กฎหมายที่มีอยู่ไม่ได้ทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น
จริงหรือไม่ ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นจริงจากศรัทธาและการประเมินของประชาชน
“ขอให้มีมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเที่ยมกัน สิ่งที่เหมือนกันต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันก็
ต้องได้รับการปฏิบัติต่างกัน” นายปิยบุตร กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/3005832

Related links

อุตตมแบไต๋พร้อมเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมมั่นใจได้เสียงข้างมาก

นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายประเมินว่าหลังการเลือกตั้งรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น คือรัฐบาลผสมที่มาจากหลายภาคส่วนว่า หากพรรคพลังประชารัฐได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเพียงพอเป็นเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล ปฏิบัติการเริ่มต้นคือการพูดคุยกับพรรคการเมืองที่มีแนวคิดเดียวกัน หารือการทำงานร่วมกันบนนโยบายที่สอดคล้อง เพื่อให้เกิดผลปฏิบัติที่เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างมากที่สุด จากนั้นคือการจัดลำดับการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนมากกว่า การมองผลประโยชน์ของบุคคลหรือการเมืองจากพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นหลัก

“ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคใด คงต้องรอให้ผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.ออกมาก่อน ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนั้นจะมีการพูดคุยเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยพิจารณาจากผลการเลือกตั้งเป็นสำคัญ และหากพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจมาร่วมตัดสินใจด้วย”

พร้อมยืนยันว่า นโยบายของพรรคผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนอย่างรอบคอบ กรณีที่มีกระแสวิจารณ์ถึงนโยบายของพรรคพลังประชารัฐว่าเน้นการแจกเงินและเน้นแต่เรื่องประชานิยมนั้น เป็นการมองด้านเดียว โดยขาดการพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมทั้งหมดที่ครอบคลุมอย่างเป็นระบบ

“ขอยืนยันว่าทุกนโยบายของพรรคไม่มีเพียงแค่การลด แลก แจก แถมเท่านั้น เช่น นโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรที่พรรคนำเสนอด้านการส่งเสริมเรื่องรายได้ ด้วยการสร้างหลักประกันสินค้าและดูแลตั้งแต่กระบวนการเริ่มแรกของการผลิตจนถึงการส่งออก และขาย นอกจากนั้นพรรคยังมีนโยบายปลดภาระหนี้สินของเกษตรกรพร้อมกับส่งเสริมทักษะและศักยภาพที่พัฒนาให้เห็นเกษตรกรยุคใหม่ที่ใช้เทคโลยีช่วยส่งเสริมด้านการค้าขายผลิตผล

นอกจากนั้น ยังมีนโยบายในภาคแรงงาน, กลุ่มเอสเอ็นอี, ครู, นักศึกษาพรรคยังมีนโยบายที่ลดภาระหนี้สินและส่งเสริมทักษะการประกอบวิชาชีพ เพื่อให้มีศักยภาพต่อการดำเนินอาชีพได้ต่อไป โดยเน้นลดความหลื่อมล้ำและเกิดโอกาสใหม่ รวมถึงส่งเสริมวินัยการออมให้กลุ่มอาชีพทุกกลุ่มสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ส่วนนโยบายพักชำระหนี้ที่มีผู้ท้วงติงว่าทำให้เสียวินัยการเงินการคลังของประเทศนั้น นายอุตตม ยืนยันว่า ไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอนเพราะจากการวิเคราะห์ถึงผลรวมของนโยบายแล้ว สิ่งที่ต้องเน้นเสริมคือการสร้างทักษะอาชีพ เพื่อให้ภาคอาชีพทุกกลุ่มของประเทศอยู่ได้ รวมถึงสร้างรายได้ให้กับพวกเขา เมื่อเขามีเงินใช้จ่าย มีรายได้มากพอ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ เน้นวินัยการออมเพื่อให้มีเงินเหลือเก็บ เพื่อเป็นต้นทุนของการดำเนินชีวิตต่อไป โดยทุกนโยบายล้วนสอดคล้องและเชื่อมโยง ดังนั้นขอให้ผู้ที่วิจารณ์นโยบายของพรรค ดูทุกนโยบายด้วยความเป็นธรรม อย่าสร้างอคติ

นายอุตตม กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (22 มี.ค.) พรรคจะจัดเวทีปราศรัยใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่สนามกีฬาเทพหัสดิน เริ่มตั้งแต่ 17.00 น.เป็นต้นไป ภายใต้ชื่องาน “เปิดใจประชารัฐ ร่วมใจประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว” ซึ่งเป็นการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรค แต่ปฏิเสธที่จะระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดทนายกรัฐมนตรีจะขึ้นเวทีปราศรัยด้วยหรือไม่

หัวหน้าพรรค พปชร.กล่าวว่า กิจกรรมใดที่เกี่ยวข้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ จะให้ท่านเป็นคนตัดสินใจเองทั้งหมด ส่วนจะได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเวทีในวันพรุ่งนี้หรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดตายตัว แต่เนื้อหาของการปราศรัยจะเป็นการสื่อสารในลักษณะเปิดใจว่าทำไมพรรคพลังประชารัฐถึงมาอยู่ ณ จุดนี้ และทำไมควรได้รับการไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน

“จะมีเซอร์ไพรส์อะไร หรือไม่ อย่างไร ขอให้อดใจรอ เพราะหากเป็นเซอร์ไพรส์ก็ต้องห้ามบอกก่อน แต่ตอนนี้ผมยังไม่สามารถบอกอะไรได้” นายอุตตม กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2970402

Related links

‘8 กุมภาฯ’ ทำ ‘ทักษิณ’ พ่าย ในสงครามการเมือง

“รองศาสตราจารย์ สังศิต พิริยะรังสรรค์” ชี้ 8 กุมภาฯทำทักษิณพ่ายในสงครามการเมือง

โดยระบุว่า สถานการณ์ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อการเมืองและการเลือกตั้งของไทยในขณะนี้ค่อนข้างสูงกล่าวคือ

  1.พรรคไทยรักษาชาติต้องยุติบทบาททางการเมือง ในแง่พฤตินัยอย่างน้อยที่สุดเป็นการชั่วคราว แต่มีความโน้มเอียงสูงว่าพรรคการเมืองพรรคนี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายด้วย ดังนั้นพรรคไทยรักษาชาติคงไม่สามารถรณรงค์หาเสียงต่อไปได้แล้ว ยุทธศาสตร์ของคุณทักษิณที่กำหนดไว้ให้ ทษช. เป็นพรรคที่เก็บคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อ จึงไม่เป็นจริงอีกต่อไป

2.ผลกระทบของ ทษช. ส่งผลให้พรรคการเมืองของคุณทักษิณทำงานได้ลำบาก พรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อไทยและพรรคที่เหลือทั้งหมด ต่างต้องถอยหลังหรือประกาศยุติการหาเสียงในบางพื้นที่แล้ว การต้องเสียเวลากับการปรับกลยุทธ์ในการหาเสียงใหม่หมด เป็นตัวกำหนดให้เกิดกระแสนิยมของคุณทักษิณทั้งหมดตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว

3.พลังสำคัญที่ไปเร่งให้พรรคการเมืองของคุณทักษิณตกต่ำหนักลงไปอีก คือความหวาดระแวงและความกลัวของบรรดานายทุนที่สนับสนุนทางด้านการเงินให้แก่พรรคของคุณทักษิณ จะถอยห่างออกมา พรรคการเมืองที่ขาดน้ำเลี้ยงในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เหมือนกองทัพที่มีทหารแต่ไม่มีข้าวปลาอาหารจะบริโภค ขวัญของทหารจะตกต่ำและค่อยๆพากันหนีทัพอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

4.คะแนนนิยมส่วนตัวของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพลังประชารัฐจะตีกลับ คนจะตัดสินใจเลือกพลเอกประยุทธ์เพราะเห็นว่าการกระทำความผิดของคุณทักษิณในครั้งนี้โจ่งแจ้งและมิบังควรเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้คนไทยทั้งประเทศตกอยู่ในความไม่แน่นอนของอนาคตอยู่ตลอดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

พฤติกรรมของ ทษช. ในครั้งนี้ได้ทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ของไทยเปลี่ยนแปลงไปหมด ฝ่ายรุกตกเป็นฝ่ายรับ และฝ่ายรับกลับมาเป็นฝ่ายรุก เพราะคนได้เห็นภาวะความเป็นผู้นำของพลเอกประยุทธ์ในการรับมือและการเผชิญหน้ากับการก่อตัวของวิกฤติการเมืองไทยครั้งใหม่อย่างสงบนิ่ง รวมทั้งยังมาจากกลยุทธ์ที่ผิดพลาดของคุณทักษิณที่ทำให้คนเห็นว่าคุณทักษิณทำได้ทุกอย่างเพียงแค่ได้อำนาจกลับคืนเท่านั้น

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

Related links