กมธ.งบฯ ส่อเลื่อนเคาะงบซื้อเรือดำน้ำเป็น 28 ส.ค.หลังพรรคร่วมรัฐบาลเห็นต่าง

รายงานข่าวจากรัฐสภา เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณางบประมาณที่คณะอนุ กมธ.ฯ มีการปรับลดงบส่วนเกินของหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะของคณะอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ฯ ซึ่งก่อนหน้านี้มีมติไม่ตัดลดงบการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือจำนวน 2 ลำ มูลค่ารวม 22,500 ล้านบาท โดยตั้งแต่ช่วงเช้า กมธ.ฯ ในสัดส่วนพรรคร่วมรัฐบาลนัดหารือนอกรอบกันก่อน หลังพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยื่นเงื่อนไขให้กองทัพเรือทบทวนงบประมาณดังกล่าว เนื่องจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ

โดยมีรายงานว่า รัฐบาลจะขอเลื่อนการพิจารณากรณีดังกล่าวเพื่อลงมติออกไปเป็นวันที่ 28 ส.ค.นี้ เนื่องจากกระแสในพรรคร่วมรัฐบาลยังแตกเป็น 2 ฝ่าย ซึ่งส่วนหนึ่งไม่ต้องการอนุมัติงบเรือดำน้ำ แต่นายกรัฐมนตรีชี้แจงถึงความจำเป็น ทำให้ กมธ.ฯ ในสัดส่วนพรรคร่วมรัฐบาลดังกล่าวเครียดและเป็นกังวลต่อเสียงสะท้อนจากประชาชน

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq02/3154227

Related links

ส.ส.พรรคก้าวไกลขยับแก้รธน.หมวด 1-2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์

“ณัฐวุฒิ บัวประทุม” ส.ส.พรรคก้าวไกล เสนอแก้รธน.หมวด 1-2 แตะต้องได้ อ้างยังมี ม.255 กำกับไว้ไม่กระทบสถาบันและรูปแบบการปกครอง พร้อมเสนอปิดสวิทซ์ ส.ว.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าชื่อยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่พรรคก้าวไกลไม่ได้ร่วมลงชื่อเสนอญัตติด่วนขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 ร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นการแยกเรื่องการยื่นญัตติกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในประเด็นหลักที่พรรคร่วมฝ่ายค้านพิจารณา คือ การปลดล็อค การแก้ไขรัฐธรรมนูญและให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณา โดยเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 พรรคก้าวไกล ในฐานะหนึ่งในพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมพิจารณาตรงนี้มาโดยตลอด และสนับสนุนร่างของพรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้านที่ได้ยื่นญัตติไปเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ในร่างฉบับดังกล่าวมีรายละเอียดบางประการที่พรรคก้าวไกลต้องขอสงวนไว้ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับสิ่งที่พรรคก้าวไกลพยายามจะผลักดันต่อไป 

นายนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในการแก้รัฐธรรมนูญจะต้องมีส.ส.ร่วมลงชื่อทั้งสิ้น 100 คน หรือ 1 ใน 5 ของจำนวนส.ส.ทั้งหมดในสภา ซึ่งสิ่งที้ไม่ได้มีความแตกต่างกันและพรรคก้าวไกลกำลังดำเนินการอยู่คือการปิดสวิทซ์ ส.ว.ที่จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกมาตราหนึ่ง คือมาตรา 269-272 พรรคก้าวไกลจัดทำร่างเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างการส่งให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆพิจารณา คาดว่าสัปดาห์หน้าจะสามารถยื่นญัตติด่วนดังกล่าวขึ้นไปอีกฉบับหนึ่งได้ ถ้าดำเนินการเสร็จพรรคก้าวไกล จะยื่นเพิ่มเติมเข้าไปอีกฉบับหนึ่งต่างหาก รัฐธรรมนูญ2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ปิดล็อคและเป็นวิกฤตในตัวมันเอง สถานการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินมาถึงทุกวันนี้ไม่มีเหตุผลอื่นแล้วที่จะไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการตั้ง ส.ส.ร. บังเอิญว่าในร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยมีการระบุไว้ว่าจะไม่มีการแก้ไขในหมวดที่ 1-2

“ด้วยเหตุจำเป็นและในสภาพปัจจุบันรัฐธรรมนูญในหมวดที่ 1 ซึ่งเป็นหมวดทั่วไป ไม่ใช่ไม่เคยมีการแก้ไขเลย แต่มีการแก้ไขหลายครั้งทั้งปี 2540 และปี 2550 ข้อถกเถียงหนึ่งที่เคยพูดคุยกันคือ เช่น อำนาจอธิปไตยเป็นของหรือมาจากประชาชนชาวไทย เราไม่อยากให้มีการปิดล็อคในหมวดดังกล่าวไว้ ส่วนหมวดที่ 2 เป็นหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ มีการตั้งคำถามว่า ถ้าหากมีการแก้ไข เกรงว่าส.ส.ร.จะนำข้อความแก้ไขเลยเถิดออกไป ตามกรอบที่เราไม่อาจกำหนดได้ ขอเรียนว่าในหมวดพระมหากษัตริย์ยังมีมาตรา 255 ที่ระบุไว้อยู่แล้วว่า รูปแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ ขณะเดียวกันจะไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐได้ จริงๆสิ่งเหล่านี้ถูกล็อคไว้แล้วจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องไปเขียนเพิ่มเติม จะยกเว้นการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2”นายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้พูดในสภาฯถึงความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนในสังคมไทย เราควรจะเปิดกว้างให้มีการพูดคุยเรื่องเหล่านี้อย่างมีวุฒิภาวะ ดังนั้นเมื่อมีส.ส.ร.ขึ้นแล้ว ทุกๆความเห็นจะถูกนำเสนอเป็นระบบ เพื่อให้ส.ส.ร.พิจารณา อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดเราไมได้เรียกร้องเฉพาะส.ส.ฝ่ายค้าน แต่เรียกร้องไปถึงส.ส.รัฐบาลได้ร่วมลงชื่อร่างแก้ไขกับเราด้วยเช่นกัน

ที่มา https://www.posttoday.com/politic/news/630977

Related links

ส.ส.ก้าวไกล เตรียมประกัน ทนายอานนท์ และนักกิจกรรมทางการเมืองหลังถูกจับ

วันที่ 7 ส.ค. 2563 ภายหลัง นายอานนท์ นำภา ทนายความและนักกิจกรรมทางการเมือง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวโดยมีหมายจับศาลอาญา ระบุเป็นผู้ต้องหาที่ 7 จากนั้น นายอานนท์ ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปยัง สน.บางเขน ทั้งนี้ นายอานนท์ เองก็โพสต์ภาพหมายจับผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมระบุข้อความว่า “ผมโดนจับแล้ว” ซึ่งในหมายจับระบุว่ากระทำผิดฐาน

1. ร่วมกันกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

2. ร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กําลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กําลังประทุษร้าย หรือกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิด การวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทําความผิด

3. ร่วมกันจัดให้มีกิจกรรมซึ่งมี ผู้เข้าร่วมเป็นจํานวนมากในลักษณะมั่วสุมกันหรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันง่าย ชุมนุมทํากิจกรรมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ใน สถานที่แออัด หรือกระทําการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค กระทําการหรือดําเนินการใดๆ ซึ่งอาจก่อสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคแพร่ระบาด ออกไป ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ

4. ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะ จนอาจเป็นอุปสรรคต่อ ความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร โดยวางหรือทอดทิ้งสิ่งของหรือโดยกระทําด้วยประการอื่นใด

5. ร่วมกันวาง ตั้ง ยืน หรือแขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือกระทําด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร

6. ร่วมกันตั้ง วาง หรือกองวัตถุใดๆ บนถนน

7. ร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ที่มา https://www.thairath.co.th/news/politic/1905939

Related links