“ธรรมนัส”เคลียร์ปมซื้อขายเก้าอี้600ล้านบาทพา“หมอธี”ยกมือไหว้ขอโทษ“วราวุธ”

“ร.อ.ธรรมนัส”มือประสานพรรคร่วมรัฐบาลเคลียร์ปมซื้อขายเก้าอี้600ล้านบาท“วราวุธ” ไม่ติดใจ ยุติการฟ้องกลับ แอบติง“หมอธี”ต้องคิดก่อนพูด

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงการซื้อขายตำแหน่งระดับอธิบดีในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสอบถามแล้วพบว่าไม่เกี่ยวกับพรรคพลังประชารัฐ จึงได้เรียกนายสัตวแพทย์ธีทัชฐ์ เกียรติลดารมย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บางขุนเทียน พรรคพลังประชารัฐ มาชี้แจงต่อสื่อมวลชน

นายสัตวแพทย์ธีทัชฐ์ ชี้แจงว่า เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปเสียงเป็นเรื่องอธิบดีขึ้นเงินเดือนให้กับภรรยาตนเอง ไม่ใช่คลิปเสียงเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานฯ 600 ล้านบาท กับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยอมรับว่าได้รับข้อมูลมาเร็วเกินไป จึงขออภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น ดังนั้น ยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่นทำงานรับใช้ประชาชนเช่นเดิม

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์ธีทัชฐ์ ได้ขึ้นมาพูดคุยกับนายวราวุธที่ห้องทำงานชั้น 4 ในอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เกียกกาย ก่อนที่ ร้อยเอกธรรมนัสจะแถลงว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิด จึงได้ให้นายสัตวแพทย์ธีทัชฐ์มาขอโทษนายวราวุธ ซึ่งนายสัตวแพทย์ธีทัชฐ์ยกมือไหว้ขอโทษนายวราวุธ โดยนายวราวุธยืนยันว่า จะได้ชัดเจนว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้อง หากยอมรับผิด ตนก็ลูกผู้ชายพอ ผิดก็คือผิด จบก็คือจบ ไม่ฟ้องต่อ ส่วนการสอบสวนเรื่องร้องเรียนก็ดำเนินการไปตามกระบวนการอยู่แล้ว ไม่ได้ยกเว้นอะไร ซึ่งหลังจากแถลงข่าวเสร็จสิ้น นายวราวุธได้ติงนายสัตวแพทย์ธีทัชฐ์ในเชิงหยอกล้อว่า”พี่หมอ พี่หมอจะพูดอะไรก็คิดดีๆก่อนนะ”

ที่มา https://www.posttoday.com/politic/news/599866

Related links

นายกฯ สั่งวิเคราะห์ข้อมูลความยากจนรายจังหวัด เพื่อออกแบบนโยบายแก้ปัญหาแบบถูกฝาถูกตัว

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สั่งการให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องวิเคราะห์ข้อมูลความยากจนรายจังหวัดเพื่อนำมาใช้พิจารณาออกแบบนโยบายแก้ปัญหาความยากจนให้ได้ตรงจุดแบบถูกฝาถูกตัว

โดยแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนนั้นแบ่งออกเป็น 4 มิติ คือ การเข้าถึงความจำเป็นขั้นพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตและทักษะอาชีพ การหางานให้ทำ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับการออกแบบให้ถูกฝา ถูกตัว และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้มีรายได้น้อยเบื้องต้นสามารถจัดออกเป็น 4 กลุ่มเป้าหมาย เพื่อออกแบบนโยบายให้สอดรับกัน ได้แก่ 1.กลุ่มจังหวัดเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และมีความพร้อมสูง จำนวน 29 จังหวัด เน้นการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ 2.กลุ่มจังหวัดเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่ง จำนวน 8 จังหวัด เน้นการพัฒนาอาชีพ และการหางานให้ทำ 3.กลุ่มจังหวัดที่ขาดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ หรือขาดความพร้อม จำนวน 7 จังหวัด เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ 4.กลุ่มจังหวัดเศรษฐกิจอ่อนแอและขาดความพร้อม รวม 32 จังหวัด แบ่งเป็น จังหวัดที่ติดกับดักความยากจน ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วนทั้ง 4 มิติ จำนวน 12 จังหวัด ส่วนอีก 20 จังหวัดที่เศรษฐกิจอ่อนแอ ต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอาชีพ

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/3034680

Related links

“ไพบูลย์” แถลงเลิกพรรค “ประชาชนปฏิรูป” เตรียมซบ “พปชร.” ชี้ อุดมการณ์ตรงกัน

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ตนจะเลิกทำพรรค “ประชาชนปฏิรูป” เป็นไปตามมติเอกฉันท์ของกรรมการบริหารพรรคที่ให้เลิกทำพรรค เพราะเห็นว่าพรรคมี สส.แค่คนเดียว ส่วนกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่ไม่มีเวลาในการจัดตั้งสาขา รวมทั้งประสานงานสร้างตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดอีก 69 พรรคตามกฎหมายเลือกตั้งสส.และพรรคการเมือง

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตนเองจะต้องหาพรรคการเมืองใหม่สังกัดเพื่อรักษาสถานภาพความเป็นสส.ให้ได้ภายใน 60 วัน หลังยกเลิกพรรคการเมือง เบื้องต้นได้คุยกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐว่าจะขอย้ายเข้าไปร่วมสังกัดกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งพล.อ.ประวิตรก็ไม่ได้มีความขัดข้อง โดยจะขอให้อยู่ช่วยงานกับพรรคพลังประชารัฐด้านกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวจะต้องรอให้กระบวนการยกเลิกกิจการพรรคการเมืองเสร็จสิ้นตากกฎหมายก่อนที่จะต้องมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือน ส.ค. จากนั้นจะเข้าสมัคร และมีสถานภาพเป็น สส.พรรคพลังประชารัฐเต็มตัวนับตั้งแต่วันสมัคร และเป็นการเพิ่มจำนวนสส.พรรคพลังประชารัฐจาก 116 เสียง เป็น 117 เสียง

นายไพบูลย์บอกอีกว่า ตนและพรรคพลังประชารัฐมีอุดมการณ์ตรงกันคือ สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ และเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้ประชาชนนำมาปฏิบัติ

ที่มา https://www.sanook.com/news/7873010/

Related links

“สิระ” เตรียมขน 8 ส.ส. ลงตรวจที่ดิน “อดีตตำรวจชั้นผู้ใหญ่” ใหญ่แค่ไหนก็ติดคุกได้

นายสิระ เจนจาคะ ส.ส. กทม.พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ในวันนี้ (18 ส.ค.) ตนและ ส.ส.อีก 8 ท่านจากพรรคพลังประชารัฐและพรรคภูมิใจไทย จะลงพื้นที่ ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่การก่อสร้างโครงการก่อสร้างแห่งหนึ่ง ที่ได้ยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยจำนวนหลายอาคารต่อเทศบาลตำบลกะรน จังหวัดภูเก็ต โดยมี อดีตตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเเปลงดังกล่าว

โดยในวันจันทร์ที่ 19 ส.ค.จะมีการเข้าพบกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อสอบถามการอนุมัติการก่อสร้างที่น่าจะกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

“เรื่องนี้มีข้าราชการกระทำผิดชัดเจน โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปโดยทางไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้น ตนไม่สนใจว่าที่ดินแปลงนี้จะเป็นของใคร แต่หากเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ขนาดไหนก็ย่อมติดคุกได้ หากท่านทำผิดจริง รวมไปถึงข้าราชการที่ให้ความร่วมมือกระทำความผิดในครั้งนี้ก็ต้องได้รับโทษด้วยเช่นกัน” นายสิระ กล่าว

ที่มา https://www.sanook.com/news/7868610/

Related links

บิ๊กโจ๊ก ขอถอนตัว ไม่ร่วมอบรมหลักสูตรการเมืองของ กกต.

จากกรณีทที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เตรียมจะเข้าร่วมอบรมในหลักสูตร การพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 10 (พตส.10) ที่ทาง กกต. จัดขึ้น เพื่อปูทางในการทำงานด้านการเมืองของตัวเอง โดยการอบรมดังกล่าวจะให้ผู้มีรายชื่อเข้ารายงานตัวในวันที่ 14 ส.ค. นี้นั้น

วันนี้ (12 ส.ค. 2562) มีรายงานข่าวอ้างว่าเป็นคนใกล้ชิดของ บิ๊กโจ๊ก ได้ออกมาเปิดเผยว่า ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ถอนตัวในการอบรมดังกล่าวแล้ว เนื่องจากอยากไปทำภารกิจในหน้าที่ก่อน

สำหรับการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 10 (พตส.10) ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดขึ้น มีนักการเมือง สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการ ผู้พิพากษา นักธุรกิจ และนักสื่อสารมวลชนเข้าร่วมจำนวนมาก จากนั้นทาง กกต. จะทำคัดเลือกผู้เข้ารับการศึกษาอบรม ราว 100 คน และให้รายงานตัว ในวันพุธที่ 14 สิงหาคม ที่ชั้น 7 สำนักงาน กกต.

ที่มา https://news.mthai.com/politics-news/751060.html

Related links

หนุ่มอดีตกปปส.ขอขมา ‘วันนอร์’ โพสต์ด่า ‘ประชาชาติ’ เบื้องหลัง ระเบิดป่วนกรุง

หนุ่มอดีตกปปส.ขอขมา ‘วันนอร์’ โพสต์ด่า ‘ประชาชาติ’ เบื้องหลัง ระเบิดป่วนกรุง

วันที่ 6 ส.ค. กรณีเกิดเหตุ ระเบิดป่วนกรุง ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งอดีตแนวร่วมกปปส. ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พรรคประชาชาติเป็นผู้บงการระเบิดป่วนเมือง เพราะจ้างวานให้คนรุ่นใหม่ชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปวางระเบิด โพสต์เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้พรรคประชาชาติได้รับความเสียหายจากข้อมูลข่าวสารเท็จ และสร้างความไม่พอใจต่อผู้สนับสนุนพรรคอย่างมาก

ทำให้ตัวแทนพรรคประชาชาติ ไปแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้โพสต์ดังกล่าว ที่ สภ.เมือง จ.นราธิวาส จากการตรวจสอบข้อมูลในทะเบียนราษฎร์ ของเจ้าพนักงานสอบสวน ปรากฎชื่อ “นายปิยะพงษ์” มีตัวตนจริง มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จึงได้แจ้งความในข้อหาหมิ่นประมาทและกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งได้มีการนำเสนอข่าวทางสื่อมวลชนไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อเช้า (วันที่ 6 ส.ค.) นายปิยะพงษ์ ได้ส่งข้อความขอโทษ และแสดงความสำนึกผิด ในเฟสบุ๊กของ ส.ส.พรรคประชาชาติ หลายท่าน จากนั้น เวลา 10.00 น. เขาได้เดินทางมาที่สำนักงานพรรคประชาชาติ เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เพื่อขอพบ และขอขมาต่อคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งนายสุพจน์ อาวาส โฆษกพรรคประชาชาติ ได้พาเข้าพบนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค

นายปิยะพงษ์ กล่าวว่า ตั้งใจเดินทางมาขอโทษ ยอมรับว่าที่โพสต์ในเฟสบุ๊กนั้นเป็นการทำผิด และยืนยันว่าไม่มีใครบงการหรือจ้างวานให้ทำ ข้อความที่โพสต์นั้นเป็นการกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากตนเองมีสติปัญญาไม่ค่อยดี ยอมรับว่าได้โพสต์ข้อมูลไปเพราะเสพข่าวการเมืองมากเกินไป จึงได้โพสต์ข้อความตามความรู้สึกและอารมณ์ โดยปราศจากข้อเท็จจริง จึงถูกพรรคประชาชาติฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท

ที่มา www.khaosod.co.th/politics/news_2778491

Related links

มนุษย์เงินเดือนทุ่มภาษี 77% บริจาคให้ “ประชาธิปัตย์” ทิ้งห่าง “เพื่อไทย” ไม่เห็นฝุ่น

เพจเฟซบุ๊ก กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง โพสต์ข้อมูลและอินโฟกราฟิกเกี่ยวกับยอดเงินบริจาคภาษีของประชาชนให้กับ 33 พรรคการเมือง โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตามที่ คณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ได้มีมติการประชุมครั้งที่ 8/2562 อนุมัติการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมือง ประจำปี 2562 จำนวน 77 พรรคการเมือง รวมเป็นเงินจำนวน 117,700,603.74 บาท ตามที่ได้แจ้งวงเงินจัดสรรให้ทุกท่านรับทราบแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งของเงินอุดหนุนนั้น มาจากเงินบริจาคภาษี ประจำปีภาษี 2560 ที่ผู้เสียภาษีแสดงเจตจำนงบริจาคให้แก่พรรคการเมือง 

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง จึงขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเงินบริจาคภาษีที่อยู่ในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองข้างต้น เพื่อที่จะให้ทุกท่านได้รับรู้รับทราบเกี่ยวกับยอดเงินบริจาคภาษีที่ผู้เสียภาษีบริจาคให้แก่พรรคการเมืองที่ตนชื่นชอบ ดังนี้

1. ประชาธิปัตย์ ได้รับเงินบริจาคภาษี 4,080,500 บาท
2. ประชากรไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 13,300 บาท
3. มหาชน ได้รับเงินบริจาคภาษี 2,300 บาท 
4. ความหวังใหม่ ได้รับเงินบริจาคภาษี 7,900 บาท
5. เครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 27,700 บาท
6. เพื่อไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 812,100 บาท
7. เพื่อแผ่นดิน ได้รับเงินบริจาคภาษี 7,000
8. ชาติพัฒนา ได้รับเงินบริจาคภาษี 11,200 บาท
9. แทนคุณแผ่นดิน ได้รับเงินบริจาคภาษี 9,700 บาท
10. ชาติไทยพัฒนา ได้รับเงินบริจาคภาษี 20,000 บาท
11. อนาคตไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 14,800 บาท
12. ภูมิใจไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 21,500 บาท
13. สังคมประชาธิปไตยไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 33,100 บาท
14. พลังคนกีฬา ได้รับเงินบริจาคภาษี 7,300 บาท
15. เพื่อธรรม ได้รับเงินบริจาคภาษี 1,600 บาท
16. ประชาธิปไตยใหม่ ได้รับเงินบริจาคภาษี 5,600 บาท
17. ครูไทยเพื่อประชาชน ได้รับเงินบริจาคภาษี 48,500บาท
18. พลังสหกรณ์ ได้รับเงินบริจาคภาษี 3,500 บาท
19. พลังท้องถิ่นไท ได้รับเงินบริจาคภาษี 700 บาท
20. ถิ่นกาขาวชาววิไล ได้รับเงินบริจาคภาษี 1,800 บาท
21. รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 41,800 บาท
22. ไทรักธรรม ได้รับเงินบริจาคภาษี 2,900 บาท
23. เสรีรวมไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 83,900 บาท
24. รักษ์ธรรม ได้รับเงินบริจาคภาษี 1,100 บาท
25. เพื่อชาติ ได้รับเงินบริจาคภาษี 600 บาท
26. พลังประชาธิปไตย ได้รับเงินบริจาคภาษี 1,300 บาท 
27. ภราดรภาพ ได้รับเงินบริจาคภาษี 900 บาท
28. พลังไทยรักชาติ ได้รับเงินบริจาคภาษี 900 บาท
29. เพื่อชีวิตใหม่ ได้รับเงินบริจาคภาษี 1,100 บาท
30. รักท้องถิ่นไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 2,300 บาท
31. ผึ้งหลวง ได้รับเงินบริจาคภาษี 400 บาท
32. เพื่อสหกรณ์ไทย ได้รับเงินบริจาคภาษี 4,900 บาท
33. ประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ได้รับเงินบริจาคภาษี 14,800 บาท

ที่มา sanook

Related links

“ยุทธพงศ์” อภิปรายปราบโกงทำ “ลุงตู่” ปรี๊ดต้องลุกพูดแทรกก่อนออกจากห้อง

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า นโยบายรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กว้างมาก และไม่ได้มีการระบุแหล่งที่มาของรายได้ พร้อมบอกว่ารัฐบาลนี้ “กู้มาโกง” ยืนยันว่าไม่ได้พูดลอยๆ เพราะในนโยบายมีการระบุเรื่องการป้องกันแบะปราบปรามการทุจริตและการประพฤติมิชอบในวงราชการ มองว่าแค่เขียนไว้สวยหรู ตนเองไม่เชื่อเพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคนเดิม พร้อมยกตัวอย่างเรื่องการซื้อรถดับเพลิงที่สูญงบประมาณไปมากมาย และบางคันซื้อมาก็ไม่เคยใช้ รวมถึงกล่าวว่ามีการฮั้วประมูล และท้าให้ฟ้องหากไม่ใช่เรื่องจริง

ทั้งนี้ในขณะที่ นายยุทธพงศ์ กำลังกล่าวเรื่องท่าเรือแหลมฉบัง ก็มี ส.ส. ลุกขึ้นประท้วงว่าทำผิดข้อบังคับมีให้ร้ายเสียดสีบุคคลภายนอก จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ลุกขึ้นกล่าวว่ามีภารกิจเพื่อชาติจะต้องไปพบประธานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ไอเคโอ (ICAO)  นายยุทธพงศ์ ก็กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง (EEC) หรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าว่า “ก็เกี่ยวดิครับ ก็มันอยู่ในขั้นตอนกระบวนการ” แล้วเดินออกจากห้องประชุมไป นายยุทธพงศ์ ก็เรียกนายกรัฐมนตรี และบอกว่าอย่าเพิ่งไป พร้อมบอกว่ทนฟังไม่ได้เรื่องปราบโกง จากนั้นก็ถามว่านายกรัฐมนตรีมีภารกิจอะไรที่มีความสำคัญกว่าการแถลงนโยบาย ยืนยันว่าไม่ได้มีการท้าทาย

ที่มา www.thairath.co.th/news/politic/1623558

Related links

พลังประชารัฐติวเข้ม ส.ส. “ธนกร” จวก “เฉลิม” ชอบข่มขู่ไม่ทิ้งนิสัยเดิม

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐได้เตรียมความพร้อมในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยจัดสัมมนา ส.ส. ของพรรคในวันที่ 21-22 ก.ค. ที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และมี นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคเป็นประธาน เชื่อว่า การอภิปรายนโยบายของรัฐบาลจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากทุกฝ่ายยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ฝ่ายค้านเองก็ทำหน้าที่ตามกรอบข้อบังคับอย่างเต็มที่เพื่ออภิปรายข้อเสนอแนะต่างๆ แต่การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงอยากเห็นฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ เป็นฝ่ายค้านยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย เพราะวันนี้พี่น้องประชาชนจับตาดูอยู่ และรอนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลจะนำไปปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าสภาฯ เจอนรกแน่นั้น ร.ต.อ.เฉลิม นิสัยไม่เคยเปลี่ยน ชอบข่มขู่เป็นอาจิณ ทั้งที่ตัวเองอยู่นอกสภาฯ ด้วยซ้ำ ทางที่ดีน่าจะเอาเวลาไปติวเข้มให้ นายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ดีกว่า จะได้แจ้งเกิดในสภาฯ เพราะนายวัน หน่วยก้านดี ควรจะเป็น ส.ส. ที่มีคุณภาพมากกว่าเป็นเน็ตไอดอล การอภิปรายครั้งนี้ ฝ่ายค้านจึงควรติชม เสนอแนะนโยบาย ดีกว่าพาดพิงเรื่องคุณสมบัติ เพราะรัฐมนตรีทุกคนผ่านการตรวจสอบตามกฎหมายมาแล้ว โดยเฉพาะในนายกรัฐมนตรีก็ผ่านการตรวจสอบจากองค์กรอิสระมาแล้ว และการที่ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่าจะอภิปรายนอกสภาฯ นั้น เราก็คงได้เจอกัน เพราะตนก็อยู่นอกสภาฯ เหมือนกัน “สมัยนี้ไปทะเลเจอฉลาม มานอกสภาฯ ก็จะเจอเฉลิมกับธนกร”

ที่มา ไทยรัฐ

Related links

กอ.รมน.ยันไม่มีสิทธิเรียกปรับทัศนคติ-กักตัว คนเห็นต่างทางการเมือง

กอ.รมน. แจงอำนาจมี พ.ร.บ. ความมั่นคง เป็นเครื่องมืออยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับ คำสั่ง คสช. ยันไม่มีสิทธิเรียกบุคคลใดมาปรับทัศนคติ และกักตัว รวมถึงคนเห็นต่างทางการเมือง

พลตรีธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. เปิดเผยว่า เมื่อ คสช.สิ้นสุดลง รัฐบาลใหม่เข้าถวายสัตย์ฯ กอ.รมน. ก็ยังทำงาน ดูแลความมั่นคง ในสถานการณ์ปกติต่อไป ในฐานะหน่วยประสานงาน และ แม้ว่าจะมีคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 อยู่ แต่ กอ.รมน. ก็ไม่ได้มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องใช้ เพราะ กอ.รมน. มีพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร 2551 อยู่แล้ว หากเกิดสถานการณ์ใด ก็สามารถแก้ปัญหาด้วยประกาศพื้นที่ความมั่นคง ตามมาตรา 15 และมาตรา 16 ได้

เมื่อมีสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงเกิดขึ้น ก็จะประกาศเป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 15 ของพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เมื่อมีการประกาศแล้วก็จะต้องมีการใช้กำลังตาม มาตรา 16 กอ.รมน.เลือกว่าจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ยืนยันว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง2551 ไม่ได้ให้อำนาจในการควบคุมตัว หรือเรียกใครมาปรับทัศนคติได้ โดย กอ.รมน. เป็นแค่หน่วยประสานงานกับส่วนราชการต่างๆ หากจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย ก็สามารถใช้กฎหมายปกติ ของหน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหานั้นได้ ไม่สามารถใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในการเชิญตัวมาได้

ในส่วนของ มาตรา 13/1 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการอำนวยการ กอ.รมน. ระดับจังหวัด เชิญตัวบุคคลมาได้นั้น ไม่ใช่การเชิญมาปรับทัศนคติ แต่เป็นการเชิญมาให้ข้อมูล ในกรณีที่มีประเด็นสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน หรือจังหวัด ที่ต้องการความเห็นเพิ่มเติม แต่ยังขาดข้อมูลจากบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็สามารถเชิญมาได้ และ สามารถเชิญมาให้ความร่วมมือในการทำเรื่องดีๆ ให้กับจังหวัดและในพื้นที่ได้ได้ด้วย

นอกจากนี้ ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติในพื้นที่ ก็สามารถเชิญบุคคล หรือตัวแทนหน่วยงานต่างๆ มาร่วมประชุมเพื่อแก้ปัญหาในทันทีทันใดได้เช่นกัน

“ขอยืนยันว่าพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ได้เชิญตัวบุคคลมาสอบปากคำ หรือ กักขัง เพราะเป็นกฎหมายคนละอย่างกับ คสช. และกอ.รมน.ก็เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับสำนักงานนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่กองทัพ กฎหมายนี้ กอ.รมน.จะพยายามใช้โดยที่ไม่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน เน้นใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มากที่สุด ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ได้มีอำนาจเรียกบุคคลที่เห็นต่างทางการเมืองเข้ามาพูดคุย รวมถึงการเคลื่อนไหวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ขณะนี้เดินสายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับต่างประเทศด้วย” พล.ต.ธนาธิป กล่าว

ที่มา sanook

Related links