“ภูมิธรรม”จี้ต้องแก้รธน.ให้เป็นประชาธิปไตย-ตามเจตนารมณ์ปชช.ให้เร็วที่สุด

นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษา หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุค ระบุว่า

แก้รัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ของประชาชนมากที่สุดและเร็วที่สุด

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ ปี 2560 เริ่มนับหนึ่งภายหลังจากมติที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภารับหลักการร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ของพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน 2 ร่าง

มีความตื่นตัวของทุกภาคส่วนในสังคมไทยต่อการแก้ไข รธน. ฉบับนี้ เนื่องจากทุกคนล้วนรับรู้และได้รับผลกระทบจากการใช้ รธน. ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจจากการรัฐประหาร จนเกิดปัญหาขยายวงกว้าง และมีแนวโน้มจะไปสู่การเกิดวิกฤติครั้งใหญ่

ที่มา https://siamrath.co.th/n/199303

Related links

พลังประชารัฐ รับเอง! ประชาธิปไตยหยุดมา 5 ปี รัฐธรรมนูญ 60 ริบอำนาจประชาชน

พลังประชารัฐ รับเอง! ประชาธิปไตยหยุดมา 5 ปี รัฐธรรมนูญ 60 ริบอำนาจประชาชน

พลังประชารัฐ / วันที่ 14 มิ.ย. ที่คณะรัฐศาสตร์ม.ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ในงาน70 ปีสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ม.ธรรมศาสตร์“วิชาการเพื่อราษฎร์ศาสตร์เพื่อประชาธิปไตย” มีการจัดงานเสวนาหัวข้อ“ทิศทางการเมืองไทยภายใต้รัฐบาลใหม่การเมืองของความหวังหรือจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งต่อไป”

โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐและดำรงตำแหน่งนายทะเบียน นายโกวิย์ พวงงาม สมาชิกพรรคพลังท้องถิ่นไทย ร่วมเสวนา

นายวิเชียร กล่าวว่า พปชร.เป็นพรรคที่เกิดขั้นมาได้เพียง 6-7 เดือนก่อนการเลือกตั้ง โดยมีความมุ่งหมายที่เกี่ยวเนื่องกับทิศทางการเมือง ประเทศไทยเป็นประเทศที่แปลกทั้งที่ประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 2475 นำมาสู่การเลือกตั้ง การปฏิวัติวนเวียนอยู่อย่างนี้ ที่สำคัญคือปี 2516 หลังมีการปฏิวัติ เรามีความรู้สึกว่ามันคือความหวังอันรุ่งโรจน์ไพศาลและเป็นความเฟื่องฟูของประชาธิปไตย

แต่เวลานี้หลังจากที่หยุดไป 5 ปี หลังจากการเลือกตั้งกลับมีความรู้สึกเฟื่องฟูอีกครั้ง ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2560 นั้น เราไม่ได้ให้สิทธิสภาหรือประชาชนมีอำนาจเหมือนปี 2540 แต่มีทั้งสภาและองค์กรอิสระที่มาทำหน้าที่ตรงนี้เป็นลูกผสมกับระบอบประธานาธิบดีไปในตัว

นายวิเชียร กล่าวว่า บรรยากาศการเมืองที่น่ากลัวเวลานี้ไม่ใช่เรื่องผลการเลือกตั้งคะแนนปริ่มน้ำเท่ากับเรากำลังดำเนินการต่อสู้โดยการโจมตีกล่าวหาเพื่อนน้อยที่สุด นี่คือบรรยากาศการที่ดีมาก แต่หลังการเลือกตั้งที่ได้สมาชิกเข้ามาทำหน้าที่ปรากฏว่าบรรยากาศนั้นกำลังเปลี่ยนไปการอภิปรายในสภาไม่ได้บอกว่าตัวองดีอย่างไรแต่บอกว่าเพื่อไม่ดีอย่างไร

หากท่านสังเกตจากการประชุมสภา สิ่งที่เกิดขึ้นคือพวกเขาต้องต่อสู้จนเป็นคดีสู่ศาลสุดท้ายก็กลายเป็นการสู้รบปรบมือ แต่หากเราทำการเมืองให้เป็นการโฆษณาให้เขาเคารพรักศรัทธาก็จะไม่นำการคนไปสู่ท้องถนน เราต้องเคารพสิทธิของคนอื่น

ที่มา www.khaosod.co.th/politics/news_2618158

Related links