“ปิยบุตร” เตรียมอภิปรายสรุปญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบคำสั่ง ม.44

“ปิยบุตร”ชี้การศึกษาผลกระทบคำสั่งม.44ไม่ใช่เรื่องฝ่ายค้านหรือรัฐบาลแต่เป็นสิ่งที่ ส.ส.ต้องช่วยกัน ลั่นอย่าปล่อยให้เกิดวัฒนธรรมความไม่รับผิดชอบ

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 62 ที่พรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงสัปดาห์นี้ โดยระบุว่า น่าจะมีการลงมติตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบ เกี่ยวกับการใช้อำนาจของ คสช. การออกคำสั่งของและการใช้มาตรา 44 ของ คสช. โดยตนจะเป็นผู้อภิปรายสรุปอีกครั้ง ในฐานะผู้เสนอญัตติ

ทั้งนี้ เพิ่งทราบข่าวว่าวิปรัฐบาลยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยให้มีการตั้ง กมธ. ซึ่งตนเห็นว่า เรื่องการศึกษาผลกระทบจากบรรดาคำสั่ง คสช. นี้ อยากให้มองข้ามเรื่องพรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ให้มองว่าเป็นภารกิจร่วมกันของ ส.ส. เพราะในห้วงยามที่คณะรัฐประหารปกครองประเทศ ออกคำสั่งเป็นกฎหมายได้หมด ตอนนี้มีการเลือกตั้ง มี ส.ส.แล้ว จำเป็นต้องเอาบรรดาการใช้อำนาจเหล่านั้นมาทบทวน

ที่มา https://www.posttoday.com/politic/news/607494

Related links

เด็กอนาคตใหม่ชี้ความเห็น “ส.ว.” บางคนยิ่งตอกย้ำต้องแก้รธน.

“พล.ต.ต.สุพิศาล” ระบุการแสดงความเห็น ส.ว.บางคน ยิ่งตอกย้ำว่าจำเป็นต้องแก้ “รัฐธรรมนูญ” เพื่อลิดรอนอำนาจองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และเพิ่มอำนาจให้ “ประชาชน”

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 62 พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กกรณีการออกมาแสดงความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาในประเด็นเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ โดยใช้หัวข้อว่า “ลิดรอนอำนาจองค์กรที่ไม่ได้มาจากอำนาจประชาชน แล้วเพิ่มอำนาจประชาชน”

พล.ต.ต.สุพิศาล ระบุว่า จากข่าวที่ได้อ่านนี้ ยิ่งเป็นเหตุผลตอกย้ำว่า ทำไมจึงมีความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ตลอดจนฝ่ายค้านอิสระ ต้องร่วมมือกันผลักดันให้เกิดขึ้น เราเป็นผู้แทนราษฎร ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามีที่มาจากประชาชน และรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ก็เป็นของประชาชน หากแต่ธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งร่างขึ้นมาเพื่อต้องการสืบทอดอำนาจของ คสช. กลับให้อำนาจขององค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มากกว่าองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ที่มา https://www.posttoday.com/politic/news/605554

Related links

“ปิยบุตร” จับตา 27 ส.ส.พปชร.ยื่นคุ้มครองชั่วคราว

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงกรณีที่ 27 ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐไปยื่นคำร้อง
ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญขอคุ้มครองชั่วคราว โดยอ้างว่าหากหยุดปฏิบัติหน้าที่จะกระทบกับการทำหน้าที่สำคัญนั้น ตนเองขอให้พิจารณาโดยใช้แนวทางเดียวกันกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายอุปสรรคต่อการดำเนินงานสำคัญของที่ประชุมสภาฯ  ทั้งนี้เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน

“หากกรณี ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐทั้ง 27 คนได้การคุ้มครองชั่วคราวแบบนี้ พรรคอนาคตใหม่ก็ขอสงวนสิทธิที่จะขอใช้สิทธิบ้าง แต่เรายืนยันว่าไม่มีช่องทาง แต่ถ้าขอได้ ผมจะขอบ้าง” นายปิยบุตร กล่าว

ส่วนกรณีที่ฝายกฎหมายของพรรคพลังประชารัฐร้องขอให้ศาลพิจารณาไต่สวนคดีเป็น 2 ครั้ง คือ ให้คู่กรณีให้ปากคำก่อนจะรับหรือไม่รับ ไม่สามารถทำได้ เพราะทำได้เพียงการตั้งตุลาการคณะเล็ก ทำงานเพื่อพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้อง หากตุลาการคณะเล็กพิจารณาและมีความเห็นอย่างไรต้องส่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะใหญ่พิจารณาภายใน 5 วัน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ซึ่งหากใช้องค์คณะใหญ่ ตอนนี้ก็ถือว่าเกินช่วงเวลา 5 วันมาแล้ว และสุดท้ายหากศาลอนุญาตให้ 41 ส.ส.พรรครัฐบาลที่ทางพรรคได้ยื่นคำร้องเข้าชี้แจงก่อนวินิจฉัยว่าจะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แต่ทำไมกรณีของนายธนาธร ไม่มีการเปิดโอกาสให้ชี้แจงในลักษณะเดียวกันบ้าง

นายปิยบุตร กล่าวว่า สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญอยู่ในขณะนี้มีสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือเกณฑ์ในการพิจารณาดูว่ามีการถือหุ้นสื่อ
จริงหรือไม่ และเรื่องที่สอง คือจะมีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวหรือไม่
โดยในเรื่องแรกนั้น ได้มีแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาแล้วในสองคดีหลักๆ คือคดีของ นายภูเบศวร์ เห็นหลอด อดีตผู้
สมัคร ส.ส.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ และ นายคมสัน ศรีวนิชย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.อ่างทอง พรรคประชาชาติ ซึ่งทั้งสองคดีนี้ศาลได้ให้
แนวทางมาแล้ว ว่าให้ไปดูที่หนังสือบริคณห์สนธิ โดยถ้ามีข้อความระบุว่าทำกิจการที่เกี่ยวกับสื่อวลชน ก็ให้ถือว่าบริษัทนั้นประกอบกิจการสื่อจริง
ส่วนเรื่องที่สอง กรณีที่เกิดขึ้นกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้ยุติการปฏิบัติ
หน้าที่เป็นการชั่วคราว โดยระบุว่าหากปล่อยให้ปฏิบติหน้าที่ต่อไป จะส่งผลให้เกิดปัญหาทางกฎหมายและการดำเนินงานที่สำคัญในการประชุมสภา
นายปิยบุตร กล่าวว่า ในเมื่อมีข้อเท็จจริงที่คล้ายคลึงกันอย่างนี้จึงอยากเห็นว่าจะมีการใช้มาตรฐานในการพิจารณาคดีอย่าง
ไร ตนเองอยากเห็นสังคมไทยมีกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยที่มีความเท่าเทียมกัน กฎหมายที่มีอยู่ไม่ได้ทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น
จริงหรือไม่ ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นจริงจากศรัทธาและการประเมินของประชาชน
“ขอให้มีมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเที่ยมกัน สิ่งที่เหมือนกันต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันก็
ต้องได้รับการปฏิบัติต่างกัน” นายปิยบุตร กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/3005832

Related links