เพื่อไทยจี้รัฐบาลคลายล็อกเพิ่ม-ผ่อนปรนเคอร์ฟิว-ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินเปิดทางชาวบ้านทำกิน

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนด้วยการปลดล็อกและผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต่อการควบคุมโรคไวรัสโควิด-19 เพื่อให้ประชาชนกลับมาทำมาหากินได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

โดยมีข้อเสนอแนะดังนี้

1.รัฐต้องไม่สร้างเงื่อนไขให้กับประชาชนมากเกินไปจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน ถึงวันนี้พิสูจน์แล้วว่าประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันตัวเองและผู้อื่น หากรัฐสร้างเงื่อนไขเพื่อควบคุมประชาชนมากเกินไป ย่อมทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้เหมือนเดิม ดังนั้นรัฐควรยกเลิกเงื่อนไขที่ไม่มีประโยชน์ต่อการควบคุมโรคออกไปทุกข้อ ยกตัวอย่างเช่น มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมในร้านอาหารที่กำหนดให้ทุกโต๊ะนั่งได้คนเดียว กรณีแบบนี้ควรอนุโลมได้ถ้าลูกค้ามาจากครอบครัวเดียวกัน เป็นต้น

2.รัฐควรผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ที่ไม่กระทบต่อการควบคุมโรคเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับไปทำงานได้เร็วที่สุด โดยต้องใช้ทรัพยากรของรัฐสนับสนุนการทำมาหากินของประชาชนอย่างเต็มที่ เช่น รัฐควรเพิ่มจำนวนเที่ยวรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ขนส่งสาธารณะ เรือโดยสาร เพื่อลดจำนวนความแออัดหนาแน่นของประชาชน และฉีดพ่นฆ่าเชื้อทุกเที่ยว เป็นตามมาตรการควบคุมโรค และควรมีมาตรการผ่อนปรนให้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สามารถเปิดใช้งานได้ ตามตึกในที่ทำงาน และห้างสรรพสินค้า ตามมาตรฐานสาธารสุข เช่น ฟู้ดคอร์ท เพื่อสนับสนุนกับการปลดล็อคดาวน์ให้ประชาชนกลับไปทำงานได้เหมือนเดิม

3.รัฐควรผ่อนปรนเรื่องกำหนดเวลาเคอร์ฟิว เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง และคนไทยมีวินัยในการป้องกันตัวเองและผู้อื่นสูงขนาดนี้แล้ว การกำหนดเวลาเคอร์ฟิวที่ใช้อยู่ในขณะนี้จึงเกินความจำเป็นและกลายเป็นอุปสรรคกับการทำมาหากินของคนหลากหลายอาชีพ เช่น รถรับจ้าง ร้านอาหารรอบดึก สายการบิน รถทัวร์ ตลาดนัดกลางคืน ธุรกิจขายส่ง ธุรกิจส่งออกฯลฯ พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่ารัฐบาลควรผ่อนคลายเวลาเคอร์ฟิวให้สั้นลง หรือควรยกเลิกไปได้แล้ว

4.รัฐควรมีมาตรการควบคุมเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเข้มงวด ไม่ให้ใช้อำนาจจากมาตรการของรัฐ ถือโอกาสฉกฉวยแสวงประโยชน์จากประชาชน เพราะขณะนี้ทุกคนเดือดร้อนโดยถ้วนหน้า วันนี้คนทำมาหากินลำบากมากขึ้น ต้นทุนสูง กำไรหด หากยังโดนเจ้าหน้าที่รัฐรีดไถด้วยการอ้างเหตุผลจากเงื่อนไขที่รัฐกำหนด ยิ่งเป็นการซ้ำเติมทุกข์ให้หนักมากขึ้น ดังนั้นผู้มีอำนาจต้องเข้มงวด อย่าปล่อยปละละเลยให้ลูกน้องมีพฤติกรรมเช่นนี้กับประชาชนอย่างเด็ดขาด

5.รัฐควรพิจารณายกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชในสถานการณ์ฉุกเฉิน และนำพระราชบัญญัติโรคติดต่อมาบังคับใช้แทน เพราะการบังคับใช้มาตรการสาธารณสุขที่ผ่านมาดำเนินการมาอย่างได้ผล และสถานการณ์แพร่ระบาดมีแนวโน้มดีขึ้นมาเป็นลำดับ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกต่อไป

เลขาธิการพรรคฯ กล่าวว่า ขณะนี้เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทที่รัฐบาลใช้อำนาจออกเป็นพระราชกำหนดถือว่าถูกบังคับใช้แล้ว ดังนั้นการใช้เงินดังกล่าวต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชน การที่รัฐยังสร้างเงื่อนไขกับประชาชนเกินความจำเป็น ย่อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคให้กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วย พรรคเพื่อไทยจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะรับฟังข้อเสนอของพรรคและฟังเสียงของประชาชน และนำมาสู่การคลายล็อคและผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ตามสถานการณ์ที่แท้จริง ทั้งนี้เพื่อให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq02/3122017

Related links

เพื่อไทย จี้ปชป.เปิดชื่อผู้มีอำนาจตัวจริงนอกพรรคพปชร. ชี้เข้าข่ายครอบงำ หากมีจริงถึงขั้นยุบพรรค

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) เรียกร้องพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดรายชื่อบุคคลตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีการเจรจาต่อรองกระทรวงต่างๆ ไปกำกับดูแล ระหว่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และปชป. ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการ ปชป. ออกมาบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจที่พรรคพลังประชารัฐยกเลิกดีลเดิม โดยเรียกกระทรวงสำคัญกลับคืน พร้อมให้ไปหาคนที่มีอำนาจเต็มตัวจริงและมีอำนาจในการตัดสินใจของพรรคมาคุย โดยขู่ว่ามิเช่นนั้นจะเป็นฝ่ายค้านนั้น โดยขอให้ระบุชื่อมา เพราะถ้าเป็นความจริง ก็เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย หากมีการตรวจสอบพบ อาจมีการนำประเด็นดังกล่าวร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคที่มีพฤติการณ์เช่นนั้นได้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็ได้ตกลงยินยอมกับบุคคลนั้น ซึ่งต้องถือว่าเป็นบุคคลผู้มีอำนาจนอกพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน

“ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยกรรมการบริหารพรรคยินยอมให้บุคคลภายนอกพรรคข้ามาก้าวก่าย แทรกแซงครอบงำพรรคจนขาดอิสระในการตัดสินใจ ซึ่งอาจถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ยุบพรรคได้เช่นกัน” โฆษกพรรคเพื่อไทยระบุ

นางลดาวัลลิ์ กล่าวอีกว่า ในความเป็นจริงการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น หากพิจารณาดูบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยถ่องแท้แล้วเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากมาก ดังนั้นการนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นเกมต่อรองกับพรรคพลังประชารัฐ โดยอ้างว่าทำเพื่อประชาชนนั้น จึงไม่น่าจะใช่ เพราะความจริงคือต้องการกระทรวงที่มีผลประโยชน์มหาศาลมาดูแลใช่หรือไม่

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2999797

Related links

เพื่อไทย ยื่นเอกสารเพิ่มเติมให้ กกต. กรณีผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ถือหุ้นในกิจการสื่อ

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางซื่อ-ดุสิต พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า วันนี้ได้มาให้ถ้อยคำประกอบคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และยื่นเอกสารเพิ่มเติมที่ให้ตรวจสอบกรณี น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนว่าขาดคุณสมบัติการสมัคร ส.ส.หรือไม่

ทั้งนี้หาก กกต.วินิจฉัยว่า น.ส.ธณิกานต์ มีความผิด ก็จะดำเนินการร้องเรียนให้ตรวจสอบในขั้นต่อไป เนื่องจาก น.ส.ธณิกานต์ มีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรค ที่อาจมีผลให้ยุบพรรคพลังประชารัฐได้

ขณะที่นายฉัตรชัย ณ บางช้าง สมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า วันนี้ได้มายื่นเรื่องให้ตรวจสอบกรณีการซื้อเสียงเลือกตั้งของ น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เขต 7 สมุทรปราการ โดยมีหลักฐานเป็นคลิปวีดิโอ สำเนาธนบัตร เพื่อขอให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขต 7 นอกจากนี้ ตนยังมาติดตามความคืบหน้ากรณีที่ได้ยื่นร้องเรียน กกต.มาก่อนหน้านี้แล้ว 3 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งเท็จของ กกต.เขต

“เรื่องที่เคยร้องเรียนไปก่อนหน้านี้ ยังไม่มีความคืบหน้า อยากให้ กกต.เร่งรัดพิจารณา เหมือนกรณีที่ร้องเรียนพรรคอนาคตใหม่” นายฉัตรชัย กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq02/2991952

Related links